• Accessibility

    • normal big bigger

Last posts

Last Comments

Most active posts

ค้นหา

หมวดหมู่

สรุปแนวทางปฏิบัติการเขียนรายงานการเดินทางไปราชการ โดยใช้กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์

Blogged under การจัดการความรู้ วพบ.อต. by admin on วันพฤหัส 12 มีนาคม 2020 at 11:38 am

สรุปแนวทางปฏิบัติการเขียนรายงานการเดินทางไปราชการ

โดยใช้กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management)

กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์

1. ผู้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การเขียนรายงานการเดินทางไปราชการร่วมกัน วันที่ 27 มกราคม 2563 เวลา 13.30 – 15.30 น.

1. อาจารย์ไพทูรย์         มาผิว

2. อาจารย์อรุณรัตน์       พรมมา

3. อาจารย์นัยนา           แก้วคง

4. อาจารย์วีระยุทธ        อินพะเนา

5. อาจารย์ภราดร         ล้อธรรม

7. อาจารย์ดารณี          ขันใส

8. คุณนงคราญ            เยาวรัตน์

9. คุณนราพร              ประทุม

10.คุณจุฑามาศ            มหาวี

11.คุณนิภาภรณ์           เมืองด่าน

12.คุณปวีณา              หลวงกว้าง

2. แนวทางปฏิบัติการเขียนรายงานการเดินทางไปราชการ

ก่อนเดินทางไปราชการ ประชุม/อบรม/สัมมนา

1.1 ศึกษาวัน เวลา สถานที่ และผู้เข้าร่วมประชุม/อบรม/สัมมนา

1.2 ระบุจำนวนวันเดินทางไปราชการ

1.2.1 จำนวนวันประชุม/อบรม/สัมมนา

1.2.2 จำนวนวันเดินไป-กลับจากการประชุม/อบรม/สัมมนา 2 วัน โดยกำหนดวันเดินทางไปล่วงหน้า 1 วัน และวันกลับหลังเสร็จการประชุม/อบรม/สัมมนา 1 วัน

1.2.3 จำนวนเดินทางไปราชการทั้งหมด เท่ากับ ข้อ 1.2.1 + ข้อ 1.2.2

1.3 เลือกวิธีการเดินทางตามสิทธิ์และระเบียบข้อบังคับต่างๆ ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ

1.4 บันทึกขออนุมัติไปราชการผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของวิทยาลัย

1.5 ประมาณการค่าใช้จ่ายในการไปราชการ

1.5.1 คำนวณระยะเวลาและเบี้ยเลี้ยงไปราชการ

A. ใช้โปรแกรม Excel โดยระบุข้อมูลที่จำเป็น ดังนี้

1) กำหนดวันและเวลาเริ่มที่เดินทางจากบ้านพัก/สำนักงาน

2) กำหนดวันและเวลากลับถึงบ้านพัก/สำนักงาน

โดยเวลาตามข้อ 1 และ 2 ต้องมีสอดคล้องกับวิธีการเดินทางของยานพาหนะโดยสารที่เลือก

3) ระบุวันสุทธิ โดยพิจารณาจากตัวเลขชั่วโมงจากผลการคำนวณจากโปรแกรม Excel คือ จำนวนชั่วโมงไม่ถึง 24 ชั่วโมง แต่ > 12 ชั่วโมง ให้นับเป็น 1 วัน

4) พิจารณาผู้จัดประชุมว่าจัดอาหารให้กี่มื้อ (จาก 3 มื้อ/วัน)

5) นำข้อมูลที่ได้จาก ข้อ 1-4 กรอกลงโปรแกรม Excel ให้ถูกต้อง

B. ใช้ Application for IOS : Time & Date Calculator โดยกรอกข้อมูลที่จำเป็นตามที่ app ต้องการ ซึ่งข้อมูลที่ได้ จะแสดงผลเป็น จำนวนวัน จำนวนชั่วโมง จำนวนนาที

C. ใช้ Application for Android : Calculator Date & Time โดยกรอกข้อมูลที่จำเป็นตามที่ app ต้องการ ซึ่งข้อมูลที่ได้ จะแสดงผลเป็น จำนวนวัน จำนวนชั่วโมง จำนวนนาที

1.5.2 คำนวณค่าที่พัก/คืน/คน

1) ค่าที่พัก/คืนตามจริง แต่ไม่เกินที่เบิกได้ตามระเบียบ

ไปปฏิบัติราชการ/ประชุมทำงาน อบรม/สัมมนา/ประชุมวิชาการ
เหมาจ่าย ห้องพักคนเดียว ห้องพักคู่ ห้องพักคนเดียว ห้องพักคู่
800 บาท/คน/คืน 1,500 บาท/คน/คืน 850 บาท/คน/คืน 1,450 บาท/คน/คืน 900 บาท/คน/คืน

2) จำนวนวันที่ค้างคืน

3) จำนวนคนที่ไปราชการ

4) ค่าที่พัก = ข้อ 1 x ข้อ 2 x ข้อ 3

1.5.3 ค่าพาหนะ

1) กรณีเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว 4 บาท/กิโลเมตร โดยอ้างอิงระยะจาก Google map และบันทึกข้อความขออนุมัติเดินโดยรถยนต์ส่วนตัว

2) กรณีเดินทางโดยรถโดยสาร ตามจ่ายจริงไม่เกินระเบียบกำหนด มีดังนี้

2.1) ค่าพาหนะรับจ้างจากที่พัก-สถานีรถโดยสาร x 2 เที่ยว (เที่ยวไป-เที่ยวกลับ)

2.2) ค่าพาหนะประจำทางจากต้นทาง-ปลายทาง x 2 เที่ยว (เที่ยวไป-เที่ยวกลับ)

3) กรณีเดินทางโดยรถยนต์วิทยลัย ให้ประมาณการค่าน้ำรถยนต์

1.6 ยืมเงินตามระเบียบ โดยยื่นก่อนเดินทางไปราชการ อย่างน้อย 5 วัน

การเขียนรายงานการเดินทางไปราชการ

2.1 สรุปการประมาณการค่าใช้จ่ายในการไปราชการ ตามข้อ 1.5

2.2 ร่างการเขียนรายงานการเดินทางการไปราชการลงในแบบฟอร์มที่กรมบัญชีกลางกำหนด                 โดยนำข้อมูลสรุปจากข้อ 2.1 มาเขียนลงแบบฟอร์มให้ถูกต้อง ตามลำดับ ดังนี้

ลำดับที่ 1 แบบ บก.111 ใบรับรองแทนใบเสร็จ (เขียนเป็นรายบุคคล)

ลำดับที่ 2 แบบ 8708 ส่วนที่ 1 หน้า 2 หัวข้อหมายเหตุ : เป็นการเขียนชี้แจงรายละเอียดการไปปฏิบัติราชการ กรณีเวลาเริ่มออกเดินททางไม่พร้อมกันให้เขียนแยกเป็นรายบุคคล โดยการเขียนส่วนนี้ ต้องให้สอดคล้องกับแบบ บก.111

ลำดับที่ 3 แบบ 8708 ส่วนที่ 2 หลักฐานการจ่ายเงินในการเดินทางไปราชการ (แบบหมู่คณะ)

ลำดับที่ 4 แบบ 8708 ส่วนที่ 1 ใบเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พร้อมหลักฐานให้ถูกต้อง ครบถ้วน ตามระเบียบ

2.3 กรณีพบปัญหาหรือข้อสงสัยในการเบิกจ่าย การเขียนรายงานให้ปรึกษาโดยตรงกับเจ้าหน้าที่งานการเงินและบัญชี

2.4 เขียนรายงานการเดินทางการไปราชการลงในแบบฟอร์มที่กรมบัญชีกลางกำหนด

2.5 ส่งรายงานการเดินทางการไปราชการให้งานการเงินและบัญชีตรวจสอบ

1) กรณีรายงานมีความถูกต้อง ครบถ้วน งานการเงินและบัญชีดำเนินการหักล้างเอกสารหลักฐาน การเบิกจ่ายเบิกจ่ายจริงๆ กับสัญญายืมเงินไปราชการ และดำเนินการเลิกจ่ายตามระเบียบ

2) กรณีไม่ถูกต้อง ครบถ้วน งานการเงินและบัยชีแจ้งผู้จัดทำรายงานให้แก้ไขจนถูกต้อง ครบถ้วน จากนั้นงานการเงินและบัญชีดำเนินการหักล้างเอกสารหลักฐาน การเบิกจ่ายเบิกจ่ายจริงๆ กับสัญญายืมเงินไปราชการ และดำเนินการเลิกจ่ายตามระเบียบ

สรุปแนวทางปฏิบัติการจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิด โดยใช้กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ การจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิด

Blogged under การจัดการความรู้ วพบ.อต. by admin on วันพฤหัส 12 มีนาคม 2020 at 11:37 am

สรุปแนวทางปฏิบัติการจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิด

โดยใช้กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management)

กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์

การจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิด

1 แนวคิดเกี่ยวกับการสะท้อนคิด

การสะท้อนคิด เป็นกระบวนการคิดและพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างพินิจพิเคราะห์ ละเอียดรอบคอบ มีเหตุมีผล โดยใช้ประสบการณ์ ความคิด ความเชื่อหรือองค์ความรู้และทฤษฎีต่างๆ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ หรือทำให้เกิดข้อสรุปใหม่ที่จะใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในสถานการณ์อื่นๆ การสะท้อนคิดที่เหมาะสมกับการนำมาใช้กับนักศึกษาพยาบาลในครั้งนี้ ประกอบด้วย 7 ขั้นตอนดังนี้

1.1 อธิบายสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น (describe experience) เป็นการอธิบายสภาพและบริบทของสถานการณ์/ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนด้วยมุมมองง่ายๆ โดยใช้ความคิดที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ตอบคำถามตนเองว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร มีผลกระทบกับใครบ้าง

1.2 อธิบายความรู้สึกต่อสถานการณ์ (Feeling) เป็นการอธิบายความรู้สึกของตนเองต่อสถานการณ์นั้น โดยการตอบคำถามว่า “ฉันคิดและรู้สึกอย่างไรบ้าง?” ถ้าเป็นฉันจะทำอย่างไร? เป็นการประเมินและวิเคราะห์ความรู้สึกของตนเองที่มีต่อสถานการณ์นั้นทั้งด้านบวกและด้านลบ

1.3 บอกแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อที่สนับสนุนการกระทำ (theoretical) เป็นการบอกหรืออธิบายว่ามีปัจจัยต่างๆ เช่นแหล่งความรู้/แนวคิด/ทฤษฎี/ความเชื่อ/คุณค่าใดบ้าง ที่สนับสนุนการกระทำของตนเองและสนับสนุนการกระทำที่เกิดขึ้นในสถานการณ์นั้น

1.4 เปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย (various perspectives) เป็นการค้นหาทางเลือกที่หลากหลาย มีเหตุผลและเป็นไปได้ โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลอื่น ทำความเข้าใจและเปิดใจรับฟังแนวคิดอื่น ๆ โดยปราศจากอคติ และแสดงความคิดเห็นโต้แย้งทางวิชาการอย่างมีเหตุผล

1.5 จัดลำดับความคิดและสรุปแนวคิดรวบยอด (conceptualization) เป็นการจัดระเบียบและลำดับประเภทของการรับรู้ให้เป็นหมวดหมู่เพื่อง่ายต่อการเข้าถึง และทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งสามารถสรุปเป็นแนวคิดรวบยอดได้

1.6 นำข้อสรุปไปปฏิบัติ (experiment) เป็นการเปรียบเทียบข้อดีและข้อด้อยและผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นตามมาของแต่ละแนวทางได้หลากหลายแง่มุม และสรุปแนวทางที่เหมาะสมเพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์นั้นได้อย่างมีเหตุมีผลและน่าเชื่อถือ

1.7 สะท้อนคิดการเรียนรู้/ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม (reflect learning/new experience) เป็นการเทียบเคียงมุมมองใหม่กับความรู้ที่มีอยู่เดิม รวมถึงเป็นการสร้างความรู้ใหม่ที่เชื่อมโยงจากความรู้หรือประสบการณ์เดิม นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกิด “การรู้ด้วยตนเอง” ว่าตนเองได้เปลี่ยนแปลงความรู้ ความคิด ความเชื่อ คุณค่า และจริยธรรมไปจากเดิมหรือไม่อย่างไร

2. แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง

ข้อสรุปจากการวิเคราะห์ แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง สรุปได้ว่า เป็นการเรียนรู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงกรอบอ้างอิง (frame of reference) ทางความคิด ซึ่งได้แก่ มุมมองในการให้ความหมาย แบบแผนความคิด และชุดของความคิดความเชื่อ ที่เรามีหรือใช้อยู่เป็นประจำ ให้เป็นความคิดที่ครอบคลุมมากขึ้น จำแนกแยกแยะได้ดีขึ้น เปิดกว้างขึ้น และสามารถใคร่ครวญอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น ทำให้เรามีความเชื่อและทัศนะที่เป็นจริงและชี้นำการกระทำได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งองค์ประกอบของกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับเปลี่ยนกรอบอ้างอิง มีอยู่ 3 องค์ประกอบดังนี้ คือ  1) ประสบการณ์ 2) การสะท้อนคิด และ 3) การแลกเปลี่ยนทางความคิดอย่างมีเหตุผล ดังนั้นกระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดอย่างมีเหตุผลจะช่วยพัฒนาลักษณะความเป็นประชาธิปไตย พร้อมที่จะแลกเปลี่ยน และตัดสินใจหาข้อสรุปที่มีคุณธรรมได้

3. หลักการ

หลักการของรูปแบบการจัดการเรียนรู้นี้ ได้มาจากการสังเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานๆ ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับการสะท้อนคิด และแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง การสะท้อนคิดเน้นให้ผู้เรียนมองสถานการณ์ด้วยมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย สามารถสร้างความรู้จากประสบการณ์และถ่ายโยงความรู้จากประสบการณ์หนึ่งไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆ หรือใช้แก้ปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนในสถานการณ์ใหม่ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งสามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดในการปฏิบัติการพยาบาล

รูปแบบการจัดการเรียนรู้นี้ใช้สถานการณ์ทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางจริยธรรมมากำหนดเป็นสถานการณ์จริงเพื่อให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์ประเด็นจากสถานการณ์นั้นตามกระบวนการของการตัดสินใจเชิงจริยธรรมทางการพยาบาล โดยผู้สอนเป็นผู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้เกิดการสะท้อนคิดในหลากหลายวิธีการเช่น การใช้คำถาม การเขียนเรื่องราวแบบสะท้อนคิด การพูดโดยการอภิปราย/เปรียบเทียบความเหมือนและความต่าง และสนับสนุนให้กำลังใจให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจในการเรียนรู้แบบการสะท้อนคิด

4. กระบวนการจัดการเรียนรู้

ขั้นที่ 1 อธิบายสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น

ขั้นตอนนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถอธิบายสภาพและบริบทของสถานการณ์/ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนด้วยมุมมองง่ายๆ โดยใช้ความคิดที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ตอบคำถามตนเองว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร มีผลกระทบกับใครบ้าง ซึ่งจะทำให้มองเห็นว่าการอธิบายสถานการณ์ของผู้เรียนนั้นยังขาดข้อมูลอะไรบ้าง มีการอธิบายข้อมูลมากกว่าที่มีในสถานการณ์หรือไม่ ขาดความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์นี้ในเรื่องใด รวมทั้งเพื่อให้ผู้เรียนสามารถอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขั้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีความเชื่อมโยง

เนื่องจากการสะท้อนคิดในขั้นตอนนี้เป็นการใช้ความคิดที่เกิดขึ้นในขณะนั้นโดยอัตโนมัติ ควรหยุดความคิดขณะนี้ไว้ก่อน เพราะถ้าเรามีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ อาจจะเป็นการกระทำที่ผิดพลาด เนื่องจากเป็นการกระทำที่เกิดจากการคิดออกมาโดยฉับพลัน ยังไม่ได้ไตร่ตรอง อาจจะนำไปสู่การกระทำที่ไม่เหมาะสมและเป็นอันตราย ซึ่งเรียกว่าเป็น “ความคิดที่เกิดจากประสบการณ์เดิม” 

วิธีการที่จะให้ผู้เรียนได้อธิบายสถานการณ์นั้นมีดังนี้

1.การกำหนดสถานการณ์

ผู้สอนกำหนดสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยการกำหนดนั้นอาจจะมีหลายรูปแบบ ได้แก่ กรณีศึกษา (case study) การใช้สถานการณ์จริง (Actual Situation) เหตุการณ์สมมติ (scenario) การเรื่องเล่า (story) การแสดงบทบาทสมมติ (role play) และดูเรื่องราวจากสื่อวิดีทัศน์  เป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาหรืออ่านทำความเข้าใจก่อนที่จะเริ่มอธิบายสถานการณ์

2. บรรยายสถานการณ์ ผู้สอนอาจจะจัดการเรียนรู้ได้หลายวิธี เช่น

2.1 การเขียนเรื่องราวแบบสะท้อนคิด(reflective dailies) หรือการพูดบรรยาย (describe)  เพื่อสะท้อนหรือบอกสิ่งที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ บอกสิ่งที่เป็นสาระสำคัญในสถานการณ์ และบอกสิ่งที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์นั้นอย่างครบถ้วน โดยผู้สอนจะกำหนดให้ผู้เรียนเขียนเรื่องราวหรือพูดบรรยายเพื่อสะท้อนคิดแบบกึ่งโครงสร้าง ซึ่งเป็นการสะท้อนคิดโดยการกำหนดกรอบให้คร่าวๆ มีข้อดีคือ ผู้เรียนสามารถสะท้อนคิดได้เต็มที่  และได้คำตอบที่เกี่ยวข้อง  มากขึ้น

2.2 การพูดบรรยาย (describe) พูดอย่างเป็นลำดับขั้นตอน บอกสิ่งที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน

ขั้นที่ 2 อธิบายความรู้สึกต่อสถานการณ์

ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมาก เพราะความรู้สึกสะท้อนภาพการคิดและการกระทำ ดังนั้นจะต้องตอบคำถามตนเองว่า “ฉันคิดและรู้สึกอย่างไรบ้าง?”  “ถ้าเป็นฉันจะทำอย่างไร?” โดยผู้เรียนสามารถบอกความคิดความรู้สึกของตนเองที่มีต่อสถานการณ์ในขณะนั้นได้ สามารถประเมินและวิเคราะห์ความคิดเห็นของตนเองที่มีต่อสถานการณ์นั้นได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ เพราะความรู้สึกนั้นสามารถที่จะยับยั้งหรือส่งเสริมให้เกิดการสะท้อนคิดในภายหลัง เช่น ถ้าเกิดความรู้สึกด้านลบอาจจะต้องขจัดออกไป หรือต้องทำให้เป็นความรู้สึกที่ดีขึ้น ไม่เช่นนั้นถ้าปล่อยให้เกิดความรู้สึกนั้นต่อไปจะทำให้ปิดรับความเข้าใจหรือปิดรับมุมมองอื่น ๆ ในกรณีเดียวกันถ้าเกิดความรู้สึกทางบวกก็จะส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจในการสะท้อนคิดได้มากขึ้น

วิธีการที่ทำให้ผู้เรียนสามารถอธิบายความรู้สึกต่อสถานการณ์นั้น ทำได้หลายรูปแบบ ได้แก่

1. การอธิบายความรู้สึกต่อสถานการณ์ โดยให้ผู้เรียนถามและตอบคำถามตนเอง(self-questioning) เพื่อสำรวจตนเอง และเรียบเรียงความคิดความรู้สึก

2. ผู้สอนใช้คำถามกระตุ้น (questioning) ให้ผู้เรียนได้สะท้อนคิดให้ละเอียดและลึกซึ้งขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้มองเห็นการแนวคิดของตนเองได้ชัดเจน

3. การสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจ สามารถแสดงความรู้สึกของตนเองอย่างแท้จริง และตรงไปตรงมา เช่น ผู้สอนต้องมีใจกว้าง ไม่ปิดกั้นความคิดของผู้เรียน  ยอมรับความคิดเห็นของผู้เรียนไม่ว่าความคิดความรู้สึกนั้นจะผิดหรือถูก

ขั้นที่ 3 บอกแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อที่สนับสนุนการกระทำ

ขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนบอกหรืออธิบายว่ามีปัจจัยต่างๆ เช่นแหล่งความรู้/แนวคิด/ทฤษฎี/ความเชื่อ/คุณค่าใดบ้าง ที่สนับสนุนการกระทำของตนเองและสนับสนุนการกระทำที่เกิดขึ้นในสถานการณ์นั้น เนื่องจากแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อ ของแต่ละคนนั้นย่อมมีความลึกซึ้ง กว้างขวาง หลากหลายแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพื้นหลังและความรู้ของแต่ละคน ดังนั้นในขั้นตอนนี้ผู้สอนจะสามารถจะประเมินได้ว่าผู้เรียนนำความรู้/หลักการต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์นั้นอย่างไร  และความรู้/หลักการที่บอกมานั้นสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่

วิธีการที่ให้ผู้เรียนบอกแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อที่สนับสนุนการกระทำ มีดังนี้

1. จัดหาและแนะนำแหล่งเรียนรู้ เช่น หนังสือ ตำรา เอกสารทางวิชาการ สื่อ สารสนเทศต่างๆ

2. ให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำว่า แนวคิด หลักการ และความเชื่อเพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันสามารถสื่อสารได้ชัดเจน โดยให้ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้าจากแหล่งต่างๆ หรือผู้สอนเป็นผู้สรุปความหมายให้ผู้เรียนก็ได้

3. ทบทวนความรู้เกี่ยวกับแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อของตนเองที่มีอยู่หรือที่เคยเรียนมาว่ามีอะไรบ้าง ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นั้น

4. นำเสนอแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อ ที่สนับสนุนความคิด โดยวิธีการต่างๆ ดังนี้

-การเขียนเรื่องราวแบบสะท้อนคิด (reflective dailies)

-การพูดบรรยาย (describe)

5. สร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนเกิดความไว้วางใจ ในการนำเสนอแนวคิด/ความเชื่อของตนเองอย่างตรงไปตรงมา

ขั้นตอนที่ 4 เปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย

ขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถค้นหาทางเลือกที่หลากหลาย มีเหตุผลและเป็นไปได้ โดยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลอื่นในกลุ่ม ทำความเข้าใจและเปิดใจรับฟังแนวคิดอื่น ๆ ได้โดยปราศจากอคติ และแสดงความคิดเห็นโต้แย้งทางวิชาการอย่างมีเหตุผล

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกของการให้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ หรือเป็นการจัดระเบียบความคิดและประสบการณ์โดยเปลี่ยนผ่านจากการสะท้อนคิดที่ปราศจากการใคร่ครวญ มาเป็นการสะท้อนคิดที่เกิดจากการใคร่ครวญอย่างรอบคอบ ซึ่งอาจมีการค้นคว้าแหล่งความรู้อื่นๆ เช่นตำรา หรือผู้รู้ มาประกอบการวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

วิธีการที่ทำให้ผู้เรียนสามารถเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายได้แก่

1. ให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น โดยการใช้กลุ่มย่อย (small group) เปิดใจรับความคิดเห็นที่แตกต่าง

2. ให้ผู้เรียนฟังอย่างตั้งใจ (active listening) ฟังโดยไม่มีคำเถียงหรือคำถาม ไม่รีบร้อนด่วนสรุป ไม่ตัดสินว่าถูกผิด เพื่อให้ผู้เรียนได้สัมผัสและตรวจสอบความคิดความรู้สึกของตนเอง และแยกแยะความคิดความรู้สึกของผู้อื่นไปด้วยว่าเขามีความรู้สึก ความคิด และทัศนคติต่อเรื่องนั้นอย่างไร ในขณะฟัง

3. ให้ผู้เรียนให้ข้อมูลย้อนกลับผู้สอน ในเรื่องต่างๆเช่น วิธีการสอนของผู้สอน เพื่อใช้ผู้สอนเป็นแบบอย่างของการเปิดใจยอมรับด้วยก็ได้ เพื่อให้ผู้เรียนได้พูดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และเกิดการเปิดใจรับ

4. ผู้สอนกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยให้โอกาสผู้เรียนทุกคนได้แสดงความคิดเห็น หรือตั้งคำถามโต้แย้ง อย่างมีเหตุมีผล

ขั้นตอนที่ 5 จัดลำดับความคิดและสรุปความคิดรวบยอด

ขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ จัดระเบียบและลำดับประเภทของการรับรู้ให้เป็นหมวดหมู่เพื่อง่ายต่อการเข้าถึงเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งสามารถสรุปเป็นแนวคิดรวบยอดได้

เป็นขั้นตอนการคิดที่เกิดจากความรู้ที่สมบูรณ์แตกฉาน มีการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งผ่านการตั้งปัญหาและการตั้งคำถามเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่หลากหลาย ซึ่งเป็นฐานที่จะนำไปสู่การกระทำที่ชาญฉลาดและเหมาะสม

วิธีการที่ทำให้ผู้เรียนสามารถจัดลำดับความคิดและสรุปความคิดรวบยอด ได้แก่

1.ให้ผู้เรียนเลือกจัดลำดับความคิดและสรุปความคิดรวบยอด ตามความถนัด เช่น

-การเขียนผังความคิด (mind  mapping)

-การเขียนผังมโนทัศน์  (concept mapping)

-การเขียนผังก้างปลา (fishbone mapping)

2. ให้ผู้เรียนจัดลำดับความคิดและสรุปความคิดรวบยอดด้วยตัวเอง

3. นำเสนอผลการจัดลำดับความคิดและสรุปความคิดรวบยอดของตนเอง และเปรียบเทียบว่าเหมือนหรือแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร

4. ผู้สอนควรให้คำปรึกษาและแนะนำอย่างใกล้ชิด หรือประเมินดูว่าผู้เรียนคนไหนไม่สามารถจัดลำดับความคิดและสรุปความคิดรวบยอดได้ก็อาจจะมีการฝึกให้ผู้เรียนได้เล่นเกมก่อนเริ่มการเรียนการสอน

ขั้นตอนที่ 6 นำข้อสรุปไปปฏิบัติ

ขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเปรียบเทียบข้อดีและข้อด้อยและผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นตามมาของแต่ละแนวทางได้หลากหลายแง่มุม และสรุปแนวทางที่เหมาะสมเพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์นั้นได้อย่างมีเหตุมีผลและน่าเชื่อถือ

วิธีการที่ให้ผู้เรียนนำข้อสรุปไปปฏิบัติ มีขั้นตอนดังนี้คือ

1. ให้ผู้เรียนร่วมอภิปรายโดยวิธีการระดมสมอง (brain storming) เพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกอย่างมีเหตุมีผล และใช้หลักการปละทฤษฎีสนับสนุน

2. สรุปแนวทางที่นำไปปฏิบัติโดยวิธีต่างๆ  ตามความถนัด เช่น

-ทำผังกระบวนการ (process chart)

-ผังกระบวนการทำงาน  (work flow)

-การเขียนผังงาน (flow chart)

-การเขียนบรรยายแนวทาง

3. ให้ผู้เรียนประเมินผลลัพธ์จากแนวทางที่เลือกนั้นโดยวิธีการการอภิปรายกลุ่ม (group discussion) เพื่อให้ได้ข้อมูลในหลายๆ มุมมองเพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำการเรียนรู้ที่ได้ไปเป็นแนวทางการแก้ปัญหาเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในอนาคตได้

4. ผู้สอนควรสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างจริงจัง (active participation)

ขั้นตอนที่ 7 สะท้อนคิดการเรียนรู้/ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม

ขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเทียบเคียงมุมมองใหม่ (new perspective) กับความรู้ที่มีอยู่เดิม (prior perspective) รวมถึงเป็นการสร้างความรู้ใหม่ที่เชื่อมโยงจากความรู้หรือประสบการณ์เดิม นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกิด “การรู้ด้วยตนเอง” (knowing myself) ในแง่มุมของสถานการณ์โดยรวม และการเห็นภาพด้วยตนเอง ว่าตนเองได้เปลี่ยนแปลงความรู้ ความคิด ความเชื่อ คุณค่า และจริยธรรมไปจากเดิมหรือไม่อย่างไร

ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้แบบการสะท้อนคิด เพราะสุดท้ายผู้เรียนต้องสามารถเห็นภาพด้วยตนเองว่าได้เรียนรู้อะไร (capture meaning) และสามารถสร้างและขยายความรู้ที่มีอยู่เดิมไปสู่ประสบการณ์ใหม่ สามารถกลั่นกรองความรู้จากประสบการณ์และถ่ายโยงประสบการณ์หนึ่งไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆ ในอนาคตได้ด้วยตนเอง

วิธีการที่จะให้ผู้เรียนสะท้อนคิดการเรียนรู้/ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม ดำเนินการดังนี้ คือ

1. ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง (self-evaluation) ว่าการเรียนรู้ของตนเองในแต่ละครั้งนั้นเป็นอย่างไร มีข้อดี ข้อปรับปรุงพัฒนาอย่างไร

2. ผู้สอนประจำกลุ่มให้ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) แก่ผู้เรียนทั้งข้อดี และข้อควรปรับปรุงพัฒนาอย่างไรบ้าง

2.1 ให้คำชมในการสะท้อนคิด ซึ่งควรชมตามพฤติกรรมที่แสดงออกจริง และสมเหตุสมผล

2.2 ชวนให้ผู้เรียนคิดต่อ

3. ให้ผู้เรียนกลับไปเขียนบันทึกการเรียนรู้เพื่อสะท้อนคิด (reflective dailies) ที่ได้จากการเรียนรู้ในครั้งนี้ โดยมีหัวข้อในการบันทึกดังนี้

3.1 วันนี้ได้เรียนรู้อะไร

3.2 ประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงตนเองด้านความคิด ความเชื่อ และด้านความรู้ความเข้าใจอย่างไร

4. ผู้สอนอ่านบันทึกการเรียนรู้และให้ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) กับผู้เรียนอย่างรวดเร็ว

จากกระบวนการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบการสะท้อนคิดเพื่อสร้างเสริมความสามารถในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมทางการพยาบาล สำหรับนักศึกษาพยาบาล ดังกล่าวสามารถสรุปเป็นกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน เทคนิคและวิธีการ ได้ดังตารางที่ 16 ดังนี้

ตาราง แสดงการสรุปกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบการสะท้อนคิด

กระบวนการจัดการเรียนรู้ กิจกรรม บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน เทคนิคและวิธีการ
ขั้นที่ 1 อธิบายสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น 1.ผู้สอนกำหนดสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน

2.ผู้เรียนศึกษาหรืออ่านทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ผู้สอนกำหนดให้

3.ผู้เรียนอธิบายสถานการณ์นั้น โดยบอกสิ่งที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ บอกสิ่งที่เป็นสาระสำคัญในสถานการณ์ และบอกสิ่งที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์

-ให้ข้อมูลย้อนกลับ

-ให้คำแนะนำและคำปรึกษา

-ศึกษา/อ่านสถานการณ์ที่กำหนด

-อธิบายสถานการณ์

1. ใช้สถานการณ์ให้ผู้เรียนได้ศึกษา คือ

-กรณีศึกษา (case study)

-สถานการณ์จริง (actual situation)

-เหตุการณ์สมมติ (scenario)

-เรื่องเล่า (story)

-การแสดงบทบาสมมติ

(role play)

-สื่อวีดิทัศน์ (video)

2. อธิบายสถานการณ์

บอกสิ่งที่เกิดขึ้น

2.1 การเขียนเรื่องราว

แบบสะท้อนคิด (reflective

dailies)

-แบบมีโครงสร้าง

-แบบกึ่งโครงสร้าง

-แบบไม่มีโครงสร้าง

2.2 การพูดบรรยาย (describe)

ตารางแสดงการสรุปกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ (ต่อ)

กระบวนการจัดการเรียนรู้ กิจกรรม บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน เทคนิคและวิธีการ
ขั้นที่ 2 อธิบายความรู้สึกต่อสถานการณ์ 1.ผู้เรียนอธิบายความรู้สึกต่อสถานการณ์ เช่น ฉันคิดและรู้สึกอย่างไรบ้างกับสถานการณ์นี้?” ถ้าเป็นฉันจะทำอย่างไร? อธิบายความรู้สึกของตนเองที่มีต่อสถานการณ์นั้นทั้งด้านบวกและด้านลบ -ใช้คำถามกระตุ้น

-ให้ข้อมูลย้อนกลับ

-ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษา

-สร้างบรรยากาศการเรียนรู้

-ตั้งคำถามถามตนเอง

-อธิบายความรู้สึก

1. การอธิบายความรู้สึกต่อสถานการณ์

-การถามและตอบคำถามตนเอง(self-questioning)

2.การใช้คำถามกระตุ้น (questioning)

3. การสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจ สามารถแสดงความรู้สึกของตนเองอย่างแท้จริง

ขั้นที่ 3 บอกแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อที่สนับสนุนการกระทำ 1.ให้ผู้เรียนทำความเข้าใจความหมายของคำว่า แนวคิด หลักการ และความเชื่อ เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันสามารถสื่อสารได้ชัดเจน

2.ให้ผู้เรียนทบทวนความรู้เกี่ยวกับแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อของตนเองที่มีอยู่หรือที่เคยเรียนมาว่ามีอะไรบ้าง

3.ให้ผู้เรียนนำเสนอ

แนวคิด/หลักการ/ความเชื่อ สนับสนุนความคิดของตนเองที่มีอยู่หรือที่เคยเรียนมาว่ามีอะไรบ้าง

-จัดหาแหล่งเรียนรู้

-ให้ข้อมูลย้อนกลับ

-ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษา

-สร้างบรรยากาศการเรียนรู้

-ทบทวนความรู้

-นำเสนอแนวคิด

1.แหล่งเรียนรู้

-หนังสือ ตำรา เอกสารทาง

วิชาการ สื่อ สารสนเทศต่างๆ

2.ผู้เรียนทบทวนความรู้

เกี่ยวกับแนวคิด/หลักการ/

ความเชื่อของตนเอง

3.นำเสนอแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อ ที่สนับสนุนความคิด

-การเขียนเรื่องราวแบบ

สะท้อนคิด (reflective

dailies)

-การพูดบรรยาย (describe)

4. สร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนเกิดความไว้วางใจ

ตารางแสดงการสรุปกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ (ต่อ)

กระบวนการจัดการเรียนรู้ กิจกรรม บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน เทคนิคและวิธีการ
ขั้นตอนที่ 4 เปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย 1.ให้ผู้เรียนนำเสนอแนวคิด หลักการ ความคิดความเชื่อของตนเอง

2.ผู้เรียนฟังการนำเสนอของสมาชิกกลุ่ม

3. ผู้ฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือตั้งคำถามโต้แย้ง คัดค้าน ท้าทาย และสะท้อนคิดกับบุคคลอื่นในกลุ่มอย่างเหมาะสม

4. ผู้สอนเอื้อให้เกิดบรรยากาศการยอมรับและเคารพศักดิ์ศรีของสมาชิกในกลุ่ม  และทำให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจในการแสดงความคิดเห็น

-ให้ข้อมูลย้อนกลับ

-ให้ข้อมูลย้อนกลับ

-ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษา

-สร้างบรรยากาศการเรียนรู้

-นำเสนอแนวคิด

-ฟังอย่างตั้งใจ

-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

1.การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

-การใช้กลุ่มย่อย (small group)

-การอภิปราย (discussion)

–การนำเสนอรายงานโดย     การพูด (presentation)

2. ให้ผู้เรียนฟังอย่างตั้งใจ (active listening)

3. ให้ผู้เรียนให้ข้อมูลย้อนกลับผู้สอน ในเรื่องต่างๆ

4.การกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

และบรรยากาศวิชาการ

ตารางแสดงการสรุปกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ (ต่อ)

กระบวนการจัดการเรียนรู้ กิจกรรม บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน เทคนิคและวิธีการ
ขั้นตอนที่ 5 จัดลำดับความคิดและสรุปความคิดรวบยอด 1. ฝึกให้ผู้เรียนจัดลำดับความคิดและสรุปความคิดรวบยอดอย่างง่ายจากเกมส์ทายชื่อเพลง

2. ให้ผู้เรียนได้จัดลำดับความคิดให้เป็นหมวดหมู่และสรุปความคิดรวบยอดด้วยตนเอง

3. ให้ผู้เรียนนำเสนอผลการจัดลำดับความคิดและสรุปความคิดรวบยอดของตนเอง และเปรียบเทียบว่าเหมือนหรือแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร

-ให้ข้อมูลย้อนกลับ

-ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษา

-ฝึกจัดลำดับความคิดและสรุปความคิดรวบยอด

-จัดลำดับความคิดและสรุปความคิดรวบยอด

1.การจัดลำดับความคิดและ

สรุปความคิดรวบยอด

-การเขียนผังความคิด (mind

mapping)

-การเขียนผังมโนทัศน์

(concept mapping)

-การเขียนผังก้างปลา

(fishbone mapping)

2. ฝึกให้ผู้เรียนได้ฝึกการ

จัดลำดับความคิดและสรุป

ความคิดรวบยอด

3. ผู้สอนควรให้คำปรึกษาและแนะนำอย่างใกล้ชิด

ตารางแสดงการสรุปกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ (ต่อ)

กระบวนการจัดการเรียนรู้ กิจกรรม บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน เทคนิคและวิธีการ
ขั้นตอนที่ 6 นำข้อสรุปไปปฏิบัติ 1.ให้ผู้เรียนร่วมอภิปรายเพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแนวทางซึ่งมีแนวคิดทฤษฎีสนับสนุนอย่างมีเหตุมีผล

2.สรุปแนวทางที่เหมาะสมเพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์นั้น

3.ให้ผู้เรียนประเมินผลลัพธ์ที่ตามมาของแนวทางนั้นในหลายๆ แง่มุม

-ให้ข้อมูลย้อนกลับให้แก่ผู้เรียน

-ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษา

-สร้างบรรยากาศการเรียนรู้

-ร่วมอภิปราย

-สรุปแนวทางแก้ปัญหา

-ประเมินผลลัพธ์

1.ร่วมอภิปราย

-การระดมสมอง

(brain storming)

-การอภิปรายกลุ่ม

(group discussion)

2.สรุปแนวทางที่เหมาะสม

-ทำผังกระบวนการ (process

chart)

-ผังกระบวนการทำงาน

(work flow)

-การเขียนผังงาน (flow chart)

-การเขียนบรรยายแนวทาง

3.การประเมินผลลัพธ์

-การระดมสมอง

(brain storming)

-การอภิปรายกลุ่ม

(group discussion)

4.  ผู้สอนควรสร้างบรรยากาศ

ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการ

เรียนรู้อย่างจริงจัง (active

participation)

ตารางแสดงการสรุปกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ (ต่อ)

กระบวนการจัดการเรียนรู้ กิจกรรม บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน เทคนิคและวิธีการ
ขั้นตอนที่ 7 สะท้อนคิดการเรียนรู้/ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม 1. ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง (self-evaluation) ว่าการเรียนรู้ของตนเองในการเรียนรู้แต่ละครั้งนั้นเป็นอย่างไร มีข้อดี ข้อปรับปรุงพัฒนาอย่างไร

2.ให้ผู้เรียนสะท้อนคิดการเรียนรู้/ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม และเทียบเคียงมุมมองใหม่ (new perspective) กับความรู้ที่มีอยู่เดิม

โดยให้ผู้เรียนตอบคำถามดังนี้

-เหตุการณ์นี้มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานในอนาคตอย่างไร

-ประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงตนเองด้านความรู้อย่างไร

-ประสบการณ์ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงตนเอง ด้านความคิด ความเชื่อ คุณค่า และจริยธรรมในวิชาชีพอย่างไร

-ใช้คำถาม(question) กระตุ้นผู้เรียน

-ให้ข้อมูลย้อนกลับ -ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษา

-สะท้อนคิดการเรียนรู้

-ประเมินตนเอง

1. ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง (self-evaluation) มีข้อดี ข้อปรับปรุงพัฒนาอย่างไร

2.สะท้อนคิดการเรียนรู้/ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม

-การถามและตอบคำถามตนเอง(self-questioning)

-การเขียนเรื่องราวแบบ

สะท้อนคิด (reflective dailies)

-การพูดบรรยาย (describe)

3.การใช้คำถามกระตุ้น (questioning)

4.การให้ข้อมูลย้อนกลับ

(feedback) อย่างรวดเร็ว

-ให้กำลังใจ

-ชวนให้คิด

5. การวัดและประเมินผล

การประเมินพฤติกรรมการสะท้อนคิด

ขั้นที่ 1 พฤติกรรมการสะท้อนคิดในขั้นอธิบายสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น

ระดับคุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา
0 -ไม่สามารถอธิบายสภาพและบริบทของสถานการณ์/ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
1 (ควรปรับปรุง) -อธิบายสภาพและบริบทของสถานการณ์/ปัญหาที่เกิดขึ้นได้แต่ไม่ชัดเจน
2 (พอใช้) -อธิบายสภาพและบริบทของสถานการณ์/ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน
3 (ดี) -อธิบายสภาพและบริบทของสถานการณ์/ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน

-สรุปสาระสำคัญได้อย่างครบถ้วน

4 (ดีมาก) -อธิบายสภาพและบริบทของสถานการณ์/ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน

-สรุปสาระสำคัญได้อย่างครบถ้วน

-วิเคราะห์ปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดปัญหานั้นได้อย่างเชื่อมโยง อาจจะเขียนเป็นผังความคิด แผนภูมิ ฯลฯ

ขั้นที่ 2 พฤติกรรมการสะท้อนคิดในขั้นอธิบายความรู้สึกต่อสถานการณ์

ระดับคุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา
0 -ไม่สามารถอธิบายความคิดความรู้สึกตามประสบการณ์เดิมของตนเองที่มีต่อสถานการณ์นั้นได้
1 (ควรปรับปรุง) -อธิบายความคิดความรู้สึกตามประสบการณ์เดิมของตนเองที่มีต่อสถานการณ์นั้นได้
2 (พอใช้) -อธิบายความคิดความรู้สึกตามประสบการณ์เดิมของตนเองที่มีต่อสถานการณ์ได้ และกล่าวถึงความรู้สึกของผู้อื่น
3 (ดี) -อธิบายความคิดความรู้สึกของตนเองที่มีต่อสถานการณ์ และกล่าวถึงความรู้สึกของผู้อื่น

-ประเมินความคิดเห็นของตนเองที่มีต่อสถานการณ์นั้นได้ในด้านบวกหรือด้านลบเพียงด้านเดียว

4 (ดีมาก) -อธิบายความคิดความรู้สึกของตนเองที่มีต่อสถานการณ์ และกล่าวถึงความรู้สึกของผู้อื่น

-ประเมินและวิเคราะห์ความคิดเห็นของตนเองที่มีต่อสถานการณ์นั้นได้ทั้งด้านบวกและด้านลบได้

ขั้นที่ 3 พฤติกรรมการสะท้อนคิดในขั้นบอกแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อที่สนับสนุนการกระทำ

ระดับคุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา
0 -ไม่สามารถทบทวนความรู้เกี่ยวกับแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อของตนเองที่มีอยู่เดิมได้
1 (ควรปรับปรุง) -ทบทวนความรู้เกี่ยวกับแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อของตนเองที่มีอยู่เดิม
2 (พอใช้) -ทบทวนความรู้เกี่ยวกับแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อของตนเองที่มีอยู่เดิม

-อธิบายแนวคิด/ทฤษฎี/ความเชื่อ/คุณค่าที่สนับสนุนความคิดของตนเองได้ 1 แนวคิด

3 (ดี) -ทบทวนความรู้เกี่ยวกับแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อของตนเองที่มีอยู่เดิม

-อธิบายแนวคิด/ทฤษฎี/ความเชื่อ/คุณค่าที่สนับสนุนความคิดของตนเองได้มากกว่า 1 แนวคิด

4 (ดีมาก) -ทบทวนความรู้เกี่ยวกับแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อของตนเองที่มีอยู่เดิม

-อธิบายแนวคิด/ทฤษฎี/ความเชื่อ/คุณค่าที่สนับสนุนความคิดของตนเองได้มากกว่า 1 แนวคิด

-อธิบายแนวคิด/ทฤษฎี/ความเชื่อ/คุณค่าที่สนับสนุนความคิดของตนเองได้ชัดเจนและสมเหตุสมผล

ขั้นที่ 4 พฤติกรรมการสะท้อนคิดในขั้นเปิดใจรับฟังความคิดเห็น/ทางเลือกที่หลากหลาย

ระดับคุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา
0 -ไม่สามารถนำเสนอแนวคิด หลักการ ความคิดความเชื่อ ของตนเองได้
1 (ควรปรับปรุง) -นำเสนอแนวคิด หลักการ ความคิดความเชื่อ ของตนเอง
2 (พอใช้) -นำเสนอแนวคิด หลักการ ความคิดความเชื่อ ของตนเอง

-ฟังอย่างตั้งใจ* (active listening)

3 (ดี) -นำเสนอแนวคิด หลักการ ความคิดความเชื่อ ของตนเอง

-ฟังอย่างตั้งใจ  (active listening)

-แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลอื่นในกลุ่มโดยปราศจากอคติ

4 (ดีมาก) -นำเสนอแนวคิด หลักการ ความคิดความเชื่อ ของตนเอง

-ฟังอย่างตั้งใจ* (active listening)

-แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลอื่นในกลุ่มโดยปราศจากอคติ และแสดงความคิดเห็นโต้แย้งทางวิชาการอย่างมีเหตุผล

หมายเหตุ * ฟังอย่างตั้งใจ  (active listening) หมายถึง เป็นการฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูด ต้องตั้งใจ ไม่วอกแวก และเป็นการฟังแบบเปิดรับ ฟังโดยไม่มีคำเถียงหรือคำถาม ไม่รีบร้อนด่วนสรุป ไม่ตัดสินว่าถูกผิดใดใดทั้งสิ้น

ขั้นที่ 5 พฤติกรรมการสะท้อนคิดในขั้นจัดลำดับความคิด/สรุปความคิดรวบยอด

ระดับคุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา
0 -ไม่สามารถจัดหมวดหมู่และลำดับความคิดและสรุปความคิดรวบยอดได้
1 (ควรปรับปรุง) -จัดหมวดหมู่และลำดับความคิดได้แต่ไม่ชัดเจน

-ไม่สามารถสรุปความคิดรวบยอดได้

2 (พอใช้) -จัดหมวดหมู่และลำดับความคิดได้ชัดเจน เข้าใจง่าย

-อธิบายที่มาของการจัดหมวดหมู่หรือการลำดับความคิดได้

3 (ดี) -จัดหมวดหมู่และลำดับความคิดได้ชัดเจน เข้าใจง่าย

-อธิบายที่มาของการจัดหมวดหมู่หรือการลำดับความคิดได้

-สรุปความคิดรวบยอดได้แต่ไม่ชัดเจน

4 (ดีมาก) -จัดหมวดหมู่และลำดับความคิดได้ชัดเจน เข้าใจง่าย

-อธิบายที่มาของการจัดหมวดหมู่หรือการลำดับความคิดได้

-สรุปความคิดรวบยอดได้ชัดเจน

ขั้นที่ 6 พฤติกรรมการสะท้อนคิดในขั้นนำข้อสรุปไปปฏิบัติ

ระดับคุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา
0 -ไม่สามารถอภิปรายเพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแนวทางได้
1 (ควรปรับปรุง) -อภิปรายเพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแนวทางได้

-สรุปทางเลือกได้

2 (พอใช้) -อภิปรายเพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแนวทางได้อย่างมีเหตุมีผลและน่าเชื่อถือ

-สรุปทางเลือกได้

3 (ดี) -อภิปรายเพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแนวทางได้อย่างมีเหตุมีผลและน่าเชื่อถือ

-สรุปทางเลือกได้

-ประเมินผลลัพธ์ที่ตามมาของทางเลือกได้ 1-2 ด้าน

4 (ดีมาก) -อภิปรายเพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแนวทางได้อย่างมีเหตุมีผลและน่าเชื่อถือ

-สรุปทางเลือกได้

-ประเมินผลลัพธ์ที่ตามมาของทางเลือกได้ 1-2 ด้าน

-ประเมินผลลัพธ์ที่ตามมาของทางเลือกได้หลากหลายแง่มุม (มากกว่า 2 ด้าน)

ขั้นที่ 7 พฤติกรรมการสะท้อนคิดในขั้นสะท้อนคิดการเรียนรู้/ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม

ระดับคุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา
0 -ไม่สามารถสะท้อนคิดการเรียนรู้/ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิมได้
1 (ควรปรับปรุง) -อธิบายได้ว่าประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงตนเองด้านความรู้อย่างไรบ้าง
2 (พอใช้) -อธิบายได้ว่าประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงตนเองด้านความรู้อย่างไร

-อธิบายเปรียบเทียบความรู้ที่มีอยู่เดิมกับสิ่งที่ได้ใหม่ได้

3 (ดี) -อธิบายได้ว่าประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงตนเองด้านความรู้อย่างไร

-อธิบายเปรียบเทียบความรู้ที่มีอยู่เดิมกับสิ่งที่ได้ใหม่ได้

-อธิบายได้ว่าประสบการณ์ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงตนเอง ด้านความคิด ความเชื่อ อย่างไร

4 (ดีมาก) -อธิบายได้ว่าประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงตนเองด้านความรู้อย่างไร

-อธิบายเปรียบเทียบความรู้ที่มีอยู่เดิมกับสิ่งที่ได้ใหม่ได้

-อธิบายได้ว่าประสบการณ์ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงตนเอง ด้านความคิด ความเชื่อ อย่างไร

-อธิบายเปรียบเทียบความคิดความเชื่อที่มีอยู่เดิมกับสิ่งที่ได้ใหม่ได้

การนำรูปแบบไปใช้ในการจัดการเรียนรู้

1. ผู้สอนจะศึกษาแนวคิดการสะท้อนคิด เทคนิคและกระบวนการการจัดการเรียนรู้ และการประเมินพฤติกรรมการสะท้อนคิดเพิ่มเติมให้มีความเข้าใจ เนื่องจากการเรียนรู้แบบการสะท้อนคิดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้พลังความคิดและเวลาในการคิดใคร่ครวญ ทั้งในการตั้งคำถาม การตอบคำถาม การให้เหตุผลประกอบการตัดสินใจ การจินตนาการหาทางเลือกที่หลากหลาย การสังเคราะห์ทางเลือกใหม่ที่เหมาะสม ดังนั้นเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสุดท้ายของการเรียนรู้แบบการสะท้อนคิด ผู้สอนต้องเอื้อให้ผู้เรียนกล้าตั้งคำถามและตอบคำถามตามความเป็นจริง มีการอภิปรายอย่างหลากหลาย และเป็นกันเอง และให้การสะท้อนกลับให้ผู้เรียนถาม/ตอบคำถามในระดับที่สูงขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และเรียนรู้การเชื่อมโยงความรู้จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ

2. การเรียนรู้แบบการสะท้อนคิด ผู้เรียนต้องมีการอ่านและแสวงหาข้อมูลอย่างกว้างขวาง มีความตระหนักรู้ในตนเอง สนใจและไวต่อข้อมูลและความรู้สึกที่ผุดออกมาจากสภาพแวดล้อมภายในตนเองและภายนอกตนเอง พร้อมทั้งพร้อมที่จะเผชิญกับความรู้สึกเหล่านั้น ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์แปลกใหม่แตกต่างไปจากเดิม และหลากหลาย

3. รูปแบบการจัดการเรียนรู้นี้ ผู้สอนมีการกำหนดตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมาให้ผู้เรียนสะท้อนคิด  ดังนั้นการสะท้อนคิดบางครั้งอาจจะทำให้ผู้เรียนรู้สึกสับสน เจ็บปวดและเป็นทุกข์ได้ จึงจำเป็นต้องกระตุ้นและให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนความคิด และจิตใจแก่ผู้เรียนที่พึ่งหัดสะท้อนคิด

4. การจัดการเรียนรู้โดยการสะท้อนคิดนั้นมีจำนวนผู้เรียนไม่มาก ดังนั้นผู้สอนควรมีความยืดหยุ่น ต้องให้เวลาผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้สอนคนอื่นๆ และต้องไม่ปล่อยให้ผู้เรียนสะท้อนคิดเพียงลำพัง จึงจะทำให้การสะท้อนคิดมีคุณภาพ

5. ในทุกๆ ครั้งก่อนการสอนแบบการสะท้อนคิด ผู้สอนควรมีเทคนิคและวิธีการในการฝึกผู้เรียนในเรื่อง “การอยู่ในปัจจุบันขณะ” (here and now) เช่น การทำสมาธิ เนื่องจากก่อนการทำกิจกรรมต่างๆ ผู้เรียนควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีสติ และอยู่กับปัจจุบัน เพื่อที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล

สรุปแนวทางปฏิบัติในการบริหารงานวิจัยให้เสร็จตามเวลา โดยใช้กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์

Blogged under การจัดการความรู้ วพบ.อต. by admin on วันพฤหัส 12 มีนาคม 2020 at 11:36 am

สรุปแนวทางปฏิบัติในการบริหารงานวิจัยให้เสร็จตามเวลา

โดยใช้กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management)

กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์

คำสำคัญ คำอธิบาย
การเลือกเรื่องทำวิจัยที่ตรงกับความเชี่ยวชาญและความสนใจ การเลือกหัวข้อการวิจัยเป็นเรื่องสำคัญที่นักวิจัยทุกคนจะต้องตัดสินใจ โดยพยายามประเมินจากสภาพการณ์ทุกด้าน ว่าตนจะสามารถทำการวิจัยเรื่องนี้ได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่ เพียงใด การเลือกเรื่องวิจัยนั้น ควรพิจารณาถึง

1. ความเชี่ยวชาญหรือสามารถของผู้วิจัย ผู้ที่จะทำการวิจัยจะต้องเลือกปัญหาให้เหมาะสมกับความรู้ ความความเชี่ยวชาญ และความสามารถของทีมจะทำให้มองเห็นแนวทางในการวิจัยได้ชัดเจน เลือกวิธีวิจัยได้อย่างเหมาะสม สามารถเข้าใจข้อมูลต่างๆ อย่างลึกซึ้งทำให้การวางแผนและการดำเนินการเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ ที่สำคัญคือถูกต้องและน่าเชื่อถือ

2. ความสนใจ และแรงบันดาลใจในการเลือกเรื่องในการทำวิจัย ควรคำนึงถึงความสนใจของตนเองเป็นหลัก ทั้งนี้เนื่องจาก หากเป็นหัวข้อที่นักวิจัยเองมีความสนใจ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โอกาสที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จก็มีมากขึ้น

3. ทักษะเชิงวิจัย (Research Skill) เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการทำวิจัย ซึ่งการทำวิจัยเป็นงานที่ต้องอาศัยผู้ที่มีทักษะเชิงวิจัยและมีประสบการณ์ในการทำวิจัยในแต่ละรูปแบบ เช่น การวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงพัฒนา เป็นต้น จึงจะส่งผลต่อการทำวิจัยประสบความเสร็จทันตามเวลา

วางแผนการดำเนินงานให้เหมาะสม

กับบริบท

ผู้วิจัยควรมีการวางแผนการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มแรกจนเสร็จสิ้นโครงการ โดยต้องครอบคลุมทุกกิจกรรม ที่มีความเหมาะสมกับระยะเวลาโดยต้องระบุ

  • บุคคล
  • หน้าที่
  • ตารางเวลา (Gantt’s chart)
การบริหารจัดการเวลา

กำหนด ระยะเวลา ในการปฏิบัติงานของแต่ละกิจกรรม เพื่อช่วยให้ การควบคุม เวลา และการดำเนินงาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการช่วยกระตุ้นให้ ผู้วิจัยทำเสร็จทันเวลา

การบริหารจัดการงบประมาณ

ศึกษาและทำความเข้าในเกี่ยวกับระเบียบการเบิกจ่ายงบประมาณของแหล่งทุน ได้แก่ สิ่งที่อนุมัติหรือไม่อนุมัติให้และถ้าอนุมัติควรสอบถามเพดานของแต่ละรายการว่าขอสนับสนุนได้สูงสุดเท่าไร หากมีข้อสงสัยควรสอบถามไปยังผู้เกี่ยวข้อง

แจกแจงรายละเอียดของค่าใช้จ่ายเป็นหมวดๆอย่างชัดเจน แม้ว่าจะเป็นงบประมาณถัวจ่ายทุกรายการในโครงการวิจัย การแจกแจงรายละเอียดในแต่ละกิจกรรมในโครงการวิจัยที่ชัดจะช่วยให้ผู้วิจัยสามารถวางแผนการเบิกจ่ายได้คล่องตัวและเป็นไปตามแผนที่วางไว้

การประชุมทีมและมอบหมายงานในทีม

จำเป็นต้องดำเนินการวางแผนกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการกำหนดหน้าที่ของคณะผู้ร่วมวิจัยแต่ละคนให้ชัดเจน เช่น การประสานงาน การจัดเตรียมเอกสาร การเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล การเตรียมเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูลและการอภิปรายผล การเตรียมต้นฉบับตีพิมพ์เป็นต้น

ทบทวนแผนการดำเนินงานภายในทีมเป็นระยะ การทบทวนแผนและการติดตามงานภายในทีมเป็นระยะ จะช่วยให้การดำเนินการวิจัยเป็นไปตามแผน เนื่องจากการดำเนินการอาจมีบางขั้นตอนที่พบปัญหาหรืออุปสรรค การติดตามงานไม่เพียงแต่เป็นการทวงถามให้เป็นไปตามแผนเท่านั้น ทั้งนี้ยังเป็นการหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน หรือหาแหล่งช่วยเหลือในการที่จะทำให้งานดำเนินการต่อไปได้ในกรณีที่มีปัญหาหรืออุปสรรค รวมถึงความไม่สะดวกต่างๆในการดำเนินงานเกิดขึ้น
งานวิจัยสำเร็จ

การเขียนบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์และการเผยแพร่

Blogged under การจัดการความรู้ วพบ.อต. by admin on วันศุกร์ 30 สิงหาคม 2019 at 11:49 am

รายงานการประชุมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง Simulation Based Learning : SBL วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๒

Blogged under การจัดการความรู้ วพบ.อต. by admin on วันศุกร์ 30 สิงหาคม 2019 at 11:44 am

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์

รายงานการประชุมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง Simulation Based Learning : SBL

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๒ เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๖.๓๐ น.

ณ ห้องประชุมอังศนา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์

รายนามผู้เข้าประชุม

๑.      นายสืบตระกูล             ตันตลานุกูล                พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

๒.      นางสาวสุปราณี            หมื่นยา                     พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

๓.      นายภราดร                 ล้อธรรมมา                 พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

๔.      นางสาวจิระภา             สุมาลี                       พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

๕.      นายวีระยุทธ               อินพะเนา                  พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

๖.      นางสาวดาราวรรณ        บุญสนธิ                    พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

๗.      นางสาวสุกัญญา           ม่วงลี้ยง                    พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

๘.      นายทิฐิ                     ศรีวิสัย                      พยาบาลวิชาชีพ (พกส.)

๙.      นางสายฝน                วรรณขาว                  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

ผู้เข้าร่วมการประชุม คิดเป็นร้อยละ ๑๐๐

เปิดประชุมเวลา ๑๓.๐๐ น.

ประธานการประชุม นายสืบตระกูล   ตันตลานุกูล

วาระที่ ๑ เรื่องแจ้งเพื่อทราบ

๑. สรุปสาระสำคัญจากการประชุมโครงการ Asean Laerdal simulation user network (SUN) meeting ในวันที่ 11-14 มิถุนายน 2562 มีรายละเอียดดังนี้

๑.๑ ความสำคัญและความเป็นมาของการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง

ความสำคัญของการจัดการเรียนการสอนด้วยการใช้สถานการณ์เสมือนจริง (SBL) นั้น เนื่องจากใน ปี ค.ศ. 1920 มีการสร้างสถานการณ์เพื่อจำลองสถานการณ์ ในการฝึกฝนนักเรียนหลักสูตรการบิน และในช่วงปี ค.ศ. 1950จึงมีการนำแนวคิดนี้นำมาประยุกต์ใช้ในสายวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อใช้ในการฝึกฝนทักษะในการปฏิบัติงาน และต่อมาในปี ค.ศ. 1980 แนวคิดนี้จึงได้รับการพัฒนามากขึ้น เช่น การประดิษฐ์หุ่นคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการฝึกทักษะ การดูแลระบบทางเดินหายใจและการช่วยฟื้นคืนชีพ ซึ่งการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีนี้ สามารถเพิ่มสมรรถนะ (self-efficacy) ทางคลินิกของนักศึกษาในการดูแลผู้ป่วยเสมือนจริงในสถานการณ์จำลองต่างๆอย่างถูกวิธีภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สามารถช่วยลดความวิตกกังวลของนักศึกษาก่อนการลงมือปฏิบัติงานจริงในหอผู้ป่วยได้

๑.๒. การเตรียมการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง

ขั้นตอนของการเตรียมการ หรือ Preparing process เป็นการเตรียมความพร้อมในด้านอาจารย์ผู้สอน ผู้เรียน ทีมสนับสนุน  สื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือและเวชภัณฑ์ ให้สอดคล้องในการจัดการเรียนรู้ ดังนี้

๑.๒.๑ ผู้สอน (Facilitator)

ผู้สอน หมายถึง ผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ในศาสตร์สาขาที่จัดการเรียนการสอน และมีทักษะการจัดการ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การสื่อสาร โดยผู้สอนจะควบคุมสถานการณ์ในการฝึกปฏิบัติ และสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ของผู้เรียนในสถานการณ์จำลอง โดยผู้สอนต้องเตรียม ดังนี้

๑) ผู้สอนมีบทบาทในการพิจารณาวัตถุประสงค์การเรียน จากความต้องการจำเป็นพื้นฐาน เอกสารหลักสูตร สมรรถนะ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ แล้วนำผลการวิเคราะห์มาใช้ในการจัดกิจกรรมการสอน และออกแบบการจัดการเรียนรู้ด้วย SBL และวางแผนจัดตารางหมุนเวียนกิจกรรมของผู้เรียนในแต่ละกลุ่มให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์

๒) ผู้สอนต้องเลือกใช้สถานการณ์จำลอง หรือสร้างสถานการณ์จำลองใหม่ให้มีความเสมือนจริงให้มากที่สุดสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาการเรียนรู้ rพร้อมทั้งเขียนข้อมูลในโปรแกรมควบคุมหุ่น

๓) ผู้สอนต้องพิจารณาเลือกหรือสร้างแบบประเมินผลการเรียนรู้

๔) ผู้สอนต้องเตรียมการชี้แจง/อธิบายกระบวนการดำเนินการสอนแก่ผู้เรียน บทบาทหน้าที่ของผู้เรียน ได้แก่ ผู้ดำเนินสถานการณ์ในห้องเรียนสถานการณ์จำลองและผู้สังเกตการณ์ รวมถึงการบอกวัตถุประสงค์และหัวข้อการเรียนรู้ด้วยสถานการณ์จำลอง

๑.๒.๒ ผู้เรียน (Student)

ผู้เรียน หมายถึง ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลอง โดยผู้เรียนมีบทบาทหน้าที่ในการศึกษาวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของรายวิชาที่ศึกษา แบ่งกลุ่มปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

๑.๒.๓ ทีมสนับสนุน (facilitator assistant)

ทีมสนับสนุน หมายถึง ผู้ที่ช่วยผู้สอนในการจัดเตรียมสถานการณ์ วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ในการฝึกปฏิบัติสถานการณ์จำลอง โดยทีมนี้จะมีบทบาทในการช่วยในการจัดเตรียมและตกแต่งหุ่นจำลองให้เสมือนจริงมากที่สุด จัดสถานที่ สิ่งแวดล้อมให้เสมือนจริงมากที่สุดตามสถานการณ์ รวมถึงการช่วยผู้สอนนำข้อมูลจากสถานการณ์จำลองลงโปรแกรมควบคุมหุ่นจัดเตรียมสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ ให้สอดคล้องตามสถานการณ์ และมีความพร้อมใช้งาน

๑.๒.๔ การเตรียม สื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือ และเวชภัณฑ์

การจัดการเรียนรู้โดยสถานการณ์จำลอง จะต้องเตรียมความพร้อม ดังนี้

1). หุ่นมนุษย์จำลอง เป็นหุ่นที่มีสมรรถนะสูงที่สามารถตั้งค่าต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จำลองได้

2). Computer, Internet และ Monitor เป็นเครื่องมือในการควบคุมหุ่นมนุษย์จำลองให้เป็นไปตามสถานการณ์จำลองที่กำหนด และจอ Monitor สำหรับการแสดงข้อมูลของหุ่นมนุษย์จำลอง เพื่อให้ผู้เรียนอ่าน แปลผลและวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย

3). อุปกรณ์ วัสดุและครุภัณฑ์ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินสภาพและดูแลรักษาผู้ป่วย เช่น  อุปกรณ์เปิดทางเดินหายใจ อุปกรณ์ใส่ท่อช่วยหายใจ อุปกรณ์ดูแลการหายใจ อุปกรณ์ช่วยหายใจขั้นสูง  อุปกรณ์ดูแลระบบไหลเวียนและกระตุ้นหัวใจ อุปกรณ์ห้ามเลือด อุปกรณ์ยกและเคลื่อนย้าย และเครื่องมือตรวจอื่น ๆ  ที่เหมาะสมกับสถานการณ์จำลองที่กำหนดขึ้น

4). วัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น ใช้ทำหัตถการต่างๆ ในการดูแลรักษาผู้ป่วย เช่น Syringe เข็ม Alcohol 70 % ขวดเก็บ Specimen ชุดสวนปัสสาวะ ชุดเจาะปวด ชุด ICD ชุดล้างท้อง เป็นต้น

5). เวชภัณฑ์ ประกอบด้วย ยากิน ยาฉีด ยาพ่น ฯลฯ ซึ่งใช้ในการรักษาผู้ป่วยในแต่ละโรค

6). เวชระเบียนผู้ป่วย โดยจัดชุดเวชระเบียนให้ครบถ้วนและเสมือนจริงมากที่สุด

7). อุปกรณ์ เครื่องเขียน ควรจัดหาให้เพียงพอและเหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ปากกาสีต่าง ๆ กระดาษ

๑.๓. ขั้นตอนการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง

การสอนสถานการณ์จำลองเสมือนจริง ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้

1) ขั้นนำ (Pre – Brief)

เป็นขั้นตอนการเตรียมการผู้เรียนก่อนเข้าสู่สถานการณ์จำลอง ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที ดังนี้

ผู้สอน ผู้เรียน
1.บอกวัตถุประสงค์ในหัวข้อที่เรียนรู้ 1. ศึกษาวัตถุประสงค์การเรียนรู้
2. ปฐมนิเทศสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ การใช้อุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องการสื่อสารระหว่างผู้ป่วย ญาติ ทีมแพทย์ หรือ ทีมสหสาขาวิชาชีพ 2. ศึกษาสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ และสิ่งแวดล้อมในห้องเรียนสถานการณ์จำลอง
3. แนะนำคุณสมบัติและข้อจำกัดของหุ่นจำลองเสมือนจริง สมาชิกในสถานการณ์จำลอง และทีมผู้สอน 3. ศึกษาการทำงานของหุ่น และซักถามข้อสงสัย
4.เน้นย้ำให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้เรียนมาใช้ในการปฏิบัติการพยาบาล/การดูแลผู้ป่วยการทำงานเป็นทีม และหน้าที่ที่ตนเองได้รับมอบหมาย โดยให้ตระหนักเสมอว่าขณะที่ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยผู้เรียนมีบทบาทของพยาบาลวิชาชีพการเคารพหุ่นจำลองเสมือนเป็นผู้ป่วยจริง และผู้แสดงอื่นๆในบทบาทที่กำหนด เช่น ญาติผู้ป่วย แพทย์ และเพื่อนร่วมทีม โดยให้เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
5. ชี้แจงให้ผู้เรียนแบ่งบทบาทหน้าที่ต่างๆ ที่ได้รับมอบ หมายในสถานการณ์จำลอง ข้อตกลงเบื้องต้น และการประเมินผล 5.ผู้เรียนในสถานการณ์แบ่งบทบาทหน้าที่ตามบทบาทในสถานการณ์ เช่น หัวหน้าเวร หัวหน้าทีม สมาชิกทีม
6.ให้ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยกับผู้เรียน 6. ศึกษาสถานการณ์

2). ขั้นปฏิบัติตามสถานการณ์ (Scenario running)

ขั้นตอนนี้ใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 20-30 นาที ผู้เรียนจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้เรียน และผู้สังเกตการณ์ ดังนี้

ผู้สอน ผู้เรียน ผู้สังเกตการณ์
1. สังเกต และบันทึกพฤติกรรมผู้เรียนในสถานการณ์ 1. ปฏิบัติตามบทบาทตามสถานการณ์จำลอง หรือกระบวนการให้การดูแลรักษาผู้ป่วย 1. สังเกตและบันทึกพฤติกรรมผู้เรียนในสถานการณ์
2. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ผู้เรียนในสถานการณ์ต้องการตามความเหมาะสม เช่น ประวัติการเจ็บป่วย การรักษาเป็นต้น 2.มีการสื่อสารด้วยวัจนภาษาหรืออวัจนภาษาและการทำงาน
ในทีม
2. สังเกต บันทึก การสื่อสารของผู้เรียนในสถานการณ์ต่อผู้ป่วย ญาติและทีมสุขภาพ ด้วยวัจนภาษาหรือ อวัจนภาษาด้วยการเคารพศักดิ์ศรีและหัวใจความเป็นมนุษย์
3.ปรับบทบาท/ข้อมูลตามสถานการณ์ที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มากขึ้น 3. นำความรู้ของกระบวนการพยาบาล มาใช้ในการปฏิบัติการพยาบาล การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา การมีภาวะผู้นำและหัวหน้าทีม อย่างถูกต้อง เหมาะสม 3. สังเกต บันทึกกระบวนการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจของทีมสุขภาพ
4.กรณีผู้เรียนไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม ผู้สอนควรหยุดการดำเนินสถานการณ์ชั่วคราว (Time out) เพื่อเข้าไปชี้แนะถึงแนวทางในการให้การพยาบาลที่ถูกต้อง เช่น ผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นแต่ผู้เรียนยังไม่ดำเนินช่วยฟื้นคืนชีพ หรือทำไมถึงเปลี่ยนการให้ Oxygen cannula เป็น Oxygenmask หากผู้เรียนไม่สามารถบอกได้ ต้องเสริมความรู้ให้กับผู้เรียน และที่สำคัญควรไม่ให้ผู้เรียนรู้สึกผิด และหากสถานการณ์นั้นมีการตามแพทย์แล้วแพทย์ไม่มา พยาบาลควรใช้คำถามที่ชี้นำหรือให้ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา (Proactive) 4. ปฏิบัติทักษะหรือกิจกรรมการพยาบาล/การดูแลผู้ป่วยตามสอดคล้องกับปัญหาที่พบในสถานการณ์จำลองอย่างถูกต้อง เหมาะสม โดยเคารพศักดิ์ศรีและคำนึงถึงหัวใจความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วย และทีมการพยาบาล

5. ประเมินผลการพยาบาล หรือการให้การดูแลรักษา หรือมีการรายงานทางการแพทย์อย่างเหมาะสม

4.สังเกตบันทึก พฤติกรรมทักษะปฏิบัติการพยาบาล/ดูแลช่วยเหลือตามบทบาทที่ได้รับมอบหมายเช่น Incharge nurse,Leader nurse, Medication nurse เป็นต้น
5.กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการตระหนักรู้ถึงอาการแสดงที่เปลี่ยนไปของผู้ป่วยในสถานการณ์ที่แย่ลง 6. สะท้อนความคิดภายหลังการแสดงสถานการณ์จำลอง 5. สะท้อนความคิดภายหลังการแสดงสถานการณ์จำลอง

3). ขั้นสรุปการเรียนรู้ (Debrief)

ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 30-45นาที เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนสะท้อนคิด (Gibb’s Model) และตระหนักถึงความสำคัญของวิธีการตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติในสถานการณ์จำลอง และสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์จริง

๑.๔. เครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินผล การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง

การประเมินการเรียนรู้มีหลายวิธี เช่น โมเดลของ Steinwachs, GAS และ 5’S            เป็นต้น ซึ่งแต่ละวิธีมีจุดเน้นหรือจุดเด่นที่แตกต่างกัน ผู้สอนควรพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ในครั้งนั้นๆโดยให้เล่าประสบการณ์ในสถานการณ์ แสดงความรู้สึกต่อประสบการณ์ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนคิด

วาระที่ ๒ เรื่องสืบเนื่อง

๑. การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง ภายในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์

ความคิดเห็น : อ.สืบตระกูล ตันตลานุกูล ผ่านการอบรมหลักสูตรระยะสั้น SBL จากประเทศอังกฤษ เป็นวิทยากรด้าน SBL เป็นประธานคณะกรรมการศูนย์การเรียนรู้ทางการพยาบาล เป็นผู้ออกแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ SBL มีผลงานวิจัยและบทความวิชาการรองรับเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน               โดยใช้สถานการณ์จำลอง เช่น วิจัยเรื่อง ผลของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองต่อการพัฒนาความสามารถในการปฏิบัติการรักษาพยาบาลเบื้องต้นของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑ ประจำเดือน มกราคม – มิถุนายน ๒๕๕๙ และบทความวิชาการ เรื่อง การพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเพื่อเพิ่มความสามารถในการรักษาพยาบาลเบื้องต้นของนักศึกษาพยาบาล ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ ฉบับพิเศษ ประจำเดือนสิงหาคม – ตุลาคม ๒๕๖๑ ซึ่งพบว่า ๑. รูปแบบการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเพื่อเพิ่มความสามารถในการรักษาพยาบาลเบื้องต้นของ นักศึกษาพยาบาล ประกอบด้วยหลักการ จุดมุ่งหมาย การเรียนการสอนและการวัดผลประเมินผล  ๒. กลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการรักษาพยาบาลเบื้องต้นหลังได้รับการสอนโดนใช้ รูปแบบการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเพื่อเพิ่มความสามารถในการรักษาพยาบาลเบื้องต้นของนักศึกษา พยาบาลหลังการสอนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  ๓. กลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการรักษาพยาบาลเบื้องต้นภายหลังได้รับการสอนโดยใช้ รูปแบบการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเพื่อเพิ่มความสามารถในการรักษาพยาบาลเบื้องต้นของนักศึกษา พยาบาลสูงกว่าก่อนการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

อ.สุปราณี หมื่นยา ผ่านการอบรมหลักสูตรระยะสั้น SBL จากประเทศอังกฤษ เป็นคณะกรรมการศูนย์การเรียนรู้ทางการพยาบาล และเป็นผู้ออกแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ SBL ในรายวิชา ปฏิบัติการพยาบาลพื้นฐาน

อ.ภราดร ล้อธรรมมา เป็นคณะกรรมการศูนย์การเรียนรู้ทางการพยาบาล และเป็นอาจารย์ผู้สอนที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ SBL

อ.ทิฏฐิ  ศรีวิสัย เป็นอาจารย์ผู้สอนที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ SBL

อ.สายฝน  วรรณขาว เป็นคณะกรรมการศูนย์การเรียนรู้ทางการพยาบาล และเป็นอาจารย์ผู้สอนที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ SBL

๒. ผลของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง

ความคิดเห็น : อ.สืบตระกูล ตันตลานุกูล พบว่า ผลของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองต่อการพัฒนาความสามารถในการปฏิบัติการรักษาพยาบาลเบื้องต้นของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ พบว่า 1. นักศึกษามีความสามารถในการปฏิบัติการรักษาพยาบาลเบื้องต้นมากขึ้นหลังจากได้รับการใช้สถานการณ์จำลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05  2. นักศึกษามีความสามารถในการปฏิบัติการรักษาพยาบาลเบื้องต้นมากขึ้นกว่านักศึกษาที่ไม่ได้รับการใช้สถานการณ์จำลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

วาระที่ ๓ เรื่องเพื่อพิจารณา

-          ไม่มี

ปิดประชุมเวลา ๑๖.๓๐ น.

นัดประชุมครั้งต่อไป

ลงชื่อ…………………………………………….ผู้บันทึกรายงานการประชุม

(นางสายฝน     วรรณขาว)

พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

ลงชื่อ………………………………………….ผู้ตรวจสอบรายงานการประชุม

(นายสืบตระกูล ตันตลานุกูล)

พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของชุมชนนักปฏิบัติ เรื่อง กระบวนการการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก Problem – Based Learning : PBL

Blogged under การจัดการความรู้ วพบ.อต. by Naiyana Kaewkhong on วันอังคาร 27 สิงหาคม 2019 at 3:27 pm

รายงานการประชุมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของชุมชนนักปฏิบัติ

เรื่อง กระบวนการการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก Problem – Based Learning : PBL

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์

ครั้งที่ 2/2562 วันที่ 9 กรกฎาคม 2562

ณ ห้องประชุมกลุ่มงานอำนวยการฯ/กลุ่มงานวิชาการ

รายนามผู้เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนรู้

1. อาจารย์ ดร.นิศารัตน์            นาคทั่ง

2. อาจารย์ ดร.เสาวลักษณ์         เนตรชัง

3. อาจารย์นัยนา                   อินธิโชติ

4. อาจารย์นัยนา                   แก้วคง

5. อาจารย์อรุณรัตน์                พรมมา

6. อาจารย์วีระยุทธ                 อินพะเนา

7. อาจารย์วิภาวรรณ               นวลทอง

8. อาจารย์นันทกาญจน์            ปักษี

รายนามผู้ไม่เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนรู้

-

ผู้เข้าร่วมประชุมคิดเป็น  ร้อยละ 100

เปิดประชุมเวลา 15.00 น.

ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องแจ้งเพื่อทราบ

1. ประเด็นความรู้และเป้าหมายของการจัดการความรู้

วิทยาลัยฯ กำหนดให้มีชุมชนนักปฏิบัติการจัดการความรู้เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามประเด็นการดำเนินงานตามพันธกิจด้านการผลิตบัณฑิต ประจำปีการศึกษา 2561 โดยกำหนดประเด็นความรู้และเป้าหมายการจัดการความรู้ คือ การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning สำหรับอาจารย์พยาบาลเพื่อให้ได้มาซึ่งแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสมรรถนะที่พึงประสงค์แก่นักศึกษาพยาบาลศาสตร์

2. ประเด็นความรู้และเป้าหมายของการจัดการความรู้

ชุมชนนักปฏิบัติการจัดการความรู้ด้านพันธกิจการจัดการเรียนการสอน โดยมีประเด็น คือ การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ที่มุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem based Learning [PBL]) สำหรับอาจารย์พยาบาลเพื่อให้ได้มาซึ่งแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสมรรถนะที่พึงประสงค์แก่นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ซึ่งได้ดำเนินการถอดบทเรียนเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2558 เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและได้นำแนวทางดังกล่าวไปใช้ในรายวิชามโนมติ ทฤษฎี และกระบวนการพยาบาล เรื่อง กระบวนการพยาบาล สำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2560 และการประชุมในครั้งนี้เป็นการถอดบทเรียนเพื่อสรุปความรู้ครั้งที่ 2 คือ การนำความรู้ที่ได้จากการจัดการความรู้ที่ได้ครั้งที่ 1 (13 มีนาคม 2558) ที่เป็นลายลักษณ์อักษร (explicit knowledge) และจากความรู้ ทักษะของผู้มีประสบการณ์ตรง (tacit knowledge) ที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดีมาใช้ในการปฏิบัติจริง และมีเวทีนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีจากการปฏิบัติจริง จึงขอความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับประสบการณ์ตามประเด็นดังกล่าวของขั้นตอน PBL ตามลำดับเพื่อสรุปความรู้และนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีจากการปฏิบัติจริงในเวทีของวิทยาลัยต่อไป

มติที่ประชุม รับทราบ

ระเบียบวาระที่ 2 รับรองรายงานการประชุม

- ไม่มี

ระเบียบวาระที่ 3 เรื่องสืบเนื่อง

- ไม่มี

ระเบียบวาระที่ 4 เรื่องแจ้งเพื่อทราบอื่นๆ

- ไม่มี

ระเบียบวาระที่ 5 เรื่องเพื่อพิจารณา

- ไม่มี

ระเบียบวาระที่ 6 เรื่องอื่นๆ

1. การจัดการความรู้ของชุมชนนักปฏิบัติ

ผู้รับผิดชอบรายวิชาได้ดำเนินการขอความร่วมมือจากอาจารย์ผู้สอนภาคทดลอง ได้ร่วมกันแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากประสบการณ์ ความรู้ และทักษะ จากการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติ เกี่ยวกับ การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยใช้กระบวนการ การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem Based Learning [PBL]) มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน สำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 รายวิชามโนมติ ทฤษฎี และกระบวนการพยาบาล เรื่อง กระบวนการพยาบาล โดยอาจารย์ผู้เข้าร่วมได้แบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ ความรู้ และทักษะของตนเองอย่างกว้างขวาง สามารถถอดบทเรียน ดังนี้

1.1 สรุปผลการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติที่ดี การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยใช้กระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem Based Learning [PBL]) พบว่า ขั้นตอนการดำเนินการ ยังคงประกอบด้วย 3 ขั้นตอน 1) ขั้นเตรียมการ 2) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (PBL) และ 3) ขั้นประเมินผล และในแต่ละขั้นตอนย่อยๆ ของขั้นตอนหลักนั้น โดยภาพรวม อาจารย์ผู้ร่วมสอนแบบ PBL เห็นว่า มีความชัดเจน เป็นแนวทางในการปฏิบัติที่ดีได้ อย่างไรก็ตาม มีรายละเอียดข้อค้นพบปลีกย่อยเพิ่มเติม ดังนี้

1) ขั้นที่ 1 : เตรียมการ พบข้อเสนอแนะที่ดีจากการปฏิบัติ คือ

- จัดทำคู่มือโดยใช้กระบวนการแบบมีส่วนร่วมของทีมผู้ร่วมสอน ทั้งนี้เพราะการมีส่วนร่วม จะช่วยสร้างความกระจ่างชัดในการกระทำ หรือเกิดความเข้าใจร่วมกันอย่างชัดแจ้ง มีทิศทาง/เข็มมุ่งเดียวกัน ทั้งแนวทางการปฏิบัติเชิงระบบและรายละเอียดปลีกย่อยในคู่มือ/การจัดการเรียนการสอนแบบ PBL ซึ่งเชื่อว่าเป็นวิธีทางหนึ่งที่นำครูเข้าสู่ความเชี่ยวชาญมีมาตรฐานในการสอน

- คู่มือสำหรับผู้เรียน ได้เพิ่มเติมแบบประเมินหรือเครื่องมือต่างๆ สำหรับประเมินผลการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้รายบท และการเรียนรู้แบบ PBL ทำให้นักศึกษามีแนวทางในการเตรียมตนเองเพื่อให้สอดคล้องกับการวัดและประเมินผล

- คู่มือสำหรับครู/ผู้สอน/ผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) ประกอบด้วย ๑) แบบประเมินหรือเครื่องมือต่างๆ สำหรับประเมินผลการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้รายบท/เนื้อหา และการเรียนรู้แบบ PBL 2) เนื้อหาสาระหลัก/ที่จำเป็น สำหรับการอธิบายเชื่อมโยงหรือตอบโจทย์ปัญหา หรือ Triggers นั้นๆ ทั้งนี้เพราะครูผู้สอนแต่ละคนย่อมมีความความรู้ ความเข้าใจ และลุ่มลึกในเนื้อหาสาระและประสบการณ์มากน้อยแตกต่างกัน ดังนั้น การที่ผู้สอนร่วมกันกำหนดเนื้อหาสาระที่จำเป็นอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และนำกลับไปอ่านหรือทบทวนอย่างจริงจัง ย่อมสร้างความเข้าใจในเนื้อหาได้ชัดเจน เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง เมื่อเข้ากลุ่มกับนักศึกษา และ 3) รายละเอียดการดำเนินกิจกรรมในแต่ละครั้ง เพื่อให้ผู้สอนมีแนวทางและหลักปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน

- โจทย์ปัญหา/สถานการณ์ (triggers) ควรเพิ่มกระบวนการการตรวจสอบคุณภาพของโจทย์ปัญหา/สถานการณ์ (triggers) โดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อสร้างมาตรฐานของเครื่องมือ สำหรับการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

– ในเตรียมผู้เรียนนั้น ควรนำกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้แบบ PBL ด้วย โดยการเน้นกระบวนการเสริมพลังการเรียนรู้ (Empowerment) แก่นักศึกษา ก่อนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้แบบ PBL ทั้งนี้เพราะการ Empowerment จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมให้นักศึกษามีอิสระในการปฏิบัติและเรียนรู้ หรือปลดปล่อยความรู้สึกที่ถูกคุกคามจากการบีบบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ สิ่งที่น่าเบื่อ ให้เป็นสิ่งที่ดึงดูดและน่าสนใจที่เข้าไปเรียนรู้

2) ขั้นที่ 2 : การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (PBL) โดยส่วนใหญ่ เห็นว่า มีความชัดเจน เป็นแนวทางการปฏิบัติได้ดี ไม่มีเพิ่มเติมใดๆ

3) ขั้นที่ 3 : การประเมินผล มีข้อค้นพบเพิ่ม ดังนี้

- นอกจากจะต้องประเมินตามปัจจัยที่จำเป็นต้องประเมินแล้ว (ปัจจัยที่กำหนดไว้เดิม) ควรพิจารณาให้มีการประเมินแบบครอบคลุม 360 องศา

– วิธีการวัดและประเมินผล โดยทีมผู้ร่วมสอนร่วมกำหนดวิธีการวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับรูปแบบ/กระบวนการเรียนรู้แบบ PBL ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะวิธีเชิงคุณภาพ : การสะท้อนคิด (Reflection) จากการมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้แบบ PBL ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในวิธีการที่ควรนำมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะรูปแบบการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน หรือการเขียนการเรียนรู้ ภายใต้คำถามกระตุ้นหรือนำสู่กระบวนการสะท้อนคิด ทั้งนี้ วิธีการประเมินผลแบบการสะท้อนคิดนั้น จะช่วยให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงคุณภาพที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุง/พัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบ PBLและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน ผ่านการถ่ายทอดจากตัวผู้เรียนรายบุคคลสู่การรับรู้ของบุคคลอื่น ซึ่งการสะท้อนคิด ทั้งรูปแบบการเขียนและการพูด จะเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นให้นักศึกษา/อาจารย์/ผู้สอนได้ทบทวนและตระหนักรู้ในความรู้สึก ความคิดของตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการตระหนักรู้ดังกล่าว จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งในความเป็นไปของเหตุการณ์ ความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การพัฒนา/ปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนแบบ PBL ให้มีคุณภาพต่อไป

1.2 สรุปผลการถอดบทเรียน และนำไปปรับปรุงแนวปฏิบัติที่ดี เรื่อง การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยใช้กระบวนการการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem  Based Learning [PBL]) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 7 มีรายละเอียด ดังนี้

แนวปฏิบัติ : การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning : กระบวนการการเรียนรู้

โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem – Based Learning : PBL)

[ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 8 : 9 กรกฎาคม พ.ศ.2562]

แนวปฏิบัติ : การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning : กระบวนการการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหา เป็นหลัก (Problem – based Learning : PBL) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 8 ได้พัฒนาขึ้นจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคณาจารย์ชุมชนนักปฏิบัติภายใต้กระบวนการจัดการความรู้ (KM) อย่างต่อเนื่อง ภายหลังการนำไปใช้จริงในการจัดการเรียนการสอน ครั้งที่ 5 ในรายวิชา มโนมติ ทฤษฎี และกระบวนการพยาบาล เรื่อง กระบวนการพยาบาล สำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2561 (หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2560) โดยแนวปฏิบัติฉบับปรับปรุง มีรายละเอียด ดังนี้

การจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning คือ กระบวนการหรือรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองอย่างกระตือรือร้นและใฝ่รู้ ทั้งคิด ทำ ค้นคว้า แก้ปัญหา และสร้างสรรค์การเรียนรู้อย่างอิสระ ฯลฯ โดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้

การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem–based Learning : PBL) คือ วิธีการเรียนการสอนที่ใช้ปัญหาหรือสถานการณ์เป็นจุดเริ่มต้นและกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความต้องการใฝ่หาความรู้เพื่อแก้ปัญหา โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ตัดสินใจในสิ่งที่ต้องการแสวงหาและรู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีมภายในกลุ่มผู้เรียนโดยผู้สอนมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องน้อยที่สุด

ขั้นตอนการดำเนินการ

การดำเนินการจัดการเรียนรู้แบบ PBL แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นที่ 1   :   เตรียมการ

ขั้นเตรียมการนี้ถือว่าเป็นระยะที่มีความสำคัญ ซึ่งการเตรียมการที่ดีจะช่วยให้การเรียนการสอนแบบ PBL ประสบความสำเร็จ บรรลุตามเป้าหมายและผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้              โดยการเตรียมการที่ต้องกระทำ ภายใต้การมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งของผู้สอน ได้แก่

1. จัดทำคู่มือการเรียนการสอนแบบ PBL สำหรับครู/ผู้สอน/ผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) และผู้เรียน โดยมีหลักการ ดังนี้

1.1 คู่มือการเรียนการสอนแบบ PBL

1) คู่มือสำหรับผู้เรียน ควรประกอบด้วย 1) ขั้นตอนการเรียนรู้แบบ PBL 2) โจทย์ปัญหา/สถานการณ์ (triggers) และ 3) แบบประเมินหรือเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้สำหรับประเมินผลการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้รายบท และการเรียนรู้แบบ PBL

2) คู่มือสำหรับครู/ผู้สอน/ผู้อำนวยความสะดวก (facilitator)  ควรประกอบด้วย 1) ขั้นตอนการเรียนรู้แบบ PBL 2) โจทย์ปัญหา/สถานการณ์ (triggers) 3) แบบประเมินหรือเครื่องมือต่างๆ สำหรับประเมินผลการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้รายบท/เนื้อหา และการเรียนรู้แบบ PBL 4) เนื้อหาสาระหลัก/ที่จำเป็น สำหรับการอธิบายเชื่อมโยงหรือตอบโจทย์ปัญหา หรือ Triggers นั้นๆ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สอนทั้งนี้เพราะผู้สอนแต่ละคนมีความความรู้ ความเข้าใจ และลุ่มลึกในเนื้อหาสาระและประสบการณ์แตกต่างกัน ดังนั้น การที่ผู้สอนร่วมกันกำหนดเนื้อหาสาระที่จำเป็นอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และนำกลับไปทบทวนอย่างจริงจัง ย่อมสร้างความเข้าใจในเนื้อหาได้ชัดเจน เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง เมื่อเข้ากลุ่มกับนักศึกษา และ 5) รายละเอียดการดำเนินกิจกรรมในแต่ละครั้ง เพื่อให้ผู้สอนมีแนวทางและหลักปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน

1.2 กระบวนการให้ได้มาซึ่งคู่มือการเรียนการสอนแบบ PBLที่มีคุณภาพ ต้องมีจุดเน้นที่สำคัญ คือ กระบวนการจัดทำแบบมีส่วนร่วมของทีมผู้ร่วมสอน ทั้งนี้เพราะการมีส่วนร่วมจะช่วยสร้างความกระจ่างชัดในการกระทำ หรือเกิดความเข้าใจร่วมกันอย่างชัดแจ้ง มีทิศทาง/เข็มมุ่งเดียวกัน ทั้งแนวทางการปฏิบัติเชิงระบบและรายละเอียดปลีกย่อยในคู่มือ/การจัดการเรียนการสอนแบบ PBL  ซึ่งเชื่อว่าเป็นวิธีทางหนึ่งที่นำครูเข้าสู่ความเชี่ยวชาญมีมาตรฐานในการสอน

2. สร้างโจทย์ปัญหา/สถานการณ์ (triggers) โดย Triggers ที่ดี ควรมีลักษณะ/คำนึงความครบถ้วน/ประเด็นเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

2.1 สร้างมาจากวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (objective learning) ที่จำเป็น หรือพิจารณาถึงความครอบคลุมของวัตถุประสงค์การเรียนรู้ สำหรับผู้เรียนของรายวิชานั้นๆ

2.2 ไม่เกินความสามารถด้านประสบการณ์ ความรู้ ทักษะที่เป็นพื้นฐานเดิมของผู้เรียน

2.3 มีความคล้ายคลึงหรือเสมือนจริงตามสถานการณ์ที่ต้องการ โดยเนื้อหาส่วนนี้โดยมีการปรับปรุงเพิ่มเติมข้อมูลประวัติการเจ็บป่วย ผลการตรวจร่างกาย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่สอดคล้องกันให้ชัดเจนและครบถ้วนยิ่งขึ้น

2.4 มีหัวเรื่องและเนื้อหา/เหตุการณ์ที่น่าสนใจ หรือกระตุ้น ดึงดูด หรือรุกเร้าความสนใจใฝ่รู้ใฝ่เรียน เช่น เป็นเหตุการณ์ที่กำลังได้รับความสนใจในปัจจุบัน เหตุการณ์ร่วมสมัย เป็นต้น

2.5 มีคำถามกระตุ้น (trigger question) เพื่อช่วยให้ tutor ใช้ในการถามกระตุ้นนักศึกษาให้คิดไปตามแนวทางหรือการอภิปรายดำเนินไปสู่วัตถุประสงค์ของโจทย์ปัญหาที่กำหนดไว้

2.6 มีสถานการณ์เสมือนจริง (Simulation Based Learning) โดยกำหนดให้นักศึกษาแสดงบทบาทสมมติตามสถานการณ์/trigger ที่กำหนด หรือผู้ป่วยเสมือนจริง  เพื่อเสริมสร้างความมีชีวิตชีวา (ความสด) ของโจทย์ปัญหา ทำให้โจทย์น่าสนใจ มีการสื่อสารสองทาง (two way communication) กระตุ้นการสร้างมโนทัศน์การรับรู้และความเข้าใจในโจทย์ปัญหาได้ดีขึ้น

2.7 ตรวจสอบคุณภาพของโจทย์ปัญหา/สถานการณ์ (triggers)   โดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อสร้างมาตรฐานของเครื่องมือ สำหรับการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

3. การสร้างสื่อวีดีทัศน์ (VDO) หรือการเลือกใช้สื่อวีดีทัศน์เรื่องการเรียนรู้แบบ PBL ที่เหมาะสม สำหรับนักศึกษาเพื่อการเรียนรู้กระบวนการ ขั้นตอน หรือแนวทางการเรียนรู้แบบ PBL อันจะนำไปสู่การกำหนดบทบาทของตนเอง การเตรียมตนเอง หรือการพัฒนาตนเองสู่เส้นทางการเรียนรู้ตามกระบวนการ PBL ให้บรรลุผลลัพธ์ของการเรียนรู้ตามที่ตั้งไว้

4. เตรียมครู/ผู้สอน ดังนี้

4.1 ประชุมทีมครูผู้สอนเพื่อสร้างความเข้าใจในขั้นตอน PBL และบทบาทของครู/ผู้สอนตามเจตนารมณ์ของการเรียนรู้แบบ PBL คือ ครู/ผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้แก่นักศึกษา (facilitator) ดังแนวคิดที่ว่า “Teach less learn more”

4.2 ฝึกทักษะการตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดอย่างต่อเนื่อง  รอบคอบ ต่อยอด เป็นระบบ

4.3 จัดสัดส่วนครูต่อนักศึกษาที่เหมาะสม คือ 1 : 5-12 คน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป จากผลการประเมินการจัดการเรียนการสอนโดยผู้สอนและผู้เรียนพบว่า สัดส่วนครูต่อนักศึกษาในแต่ละกลุ่มมีจำนวนมากเกินไป (ครูต่อนักศึกษา 1 : 15-16 คน) ไม่สามารถกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้ง ในปีการศึกษา 2562 จึงมีการปรับสัดส่วนครูต่อนักศึกษาในแต่ละกลุ่มให้มีจำนวนลดลงคือ 1 : 13-14 คน

5. เตรียมผู้เรียน ดังนี้

5.1 วางแผนแบ่งกลุ่มผู้เรียนให้เหมาะสม

1) ได้สัดส่วนครูต่อนักศึกษาที่เหมาะสม คือ 1 : 5-12 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป

2) คละเด็กเรียนเก่ง-ปานกลาง-อ่อน ตลอดจนเด็กที่มีประสบการณ์            ที่เกี่ยวข้องนั้นๆ ให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยเด็กที่เก่งและหรือเด็กที่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องตามโจทย์ปัญหานั้นๆ จะเป็นตัวกระตุ้นพลวัตกลุ่ม (group dynamics) ทำให้สมาชิกกลุ่มได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

5.2 ฝึกทักษะการอ่านและสรุปความจากเนื้อหาที่อ่าน ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง และนักศึกษาต้องใช้ตลอดการเรียนรู้แบบ PBL

5.3 สร้างความเข้าใจในขั้นตอนและบทบาทของผู้เรียนตามกระบวนการเรียนรู้แบบ PBL แก่ผู้เรียน

5.4 สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้แบบ PBL โดยการเน้นกระบวนการเสริมพลังการเรียนรู้ (Empowerment) แก่นักศึกษา ก่อนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้แบบ PBL ทั้งนี้เพราะการ Empowerment จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมให้นักศึกษามีอิสระในการปฏิบัติและเรียนรู้ หรือปลดปล่อยความรู้สึกที่ถูกคุกคามจากการบีบบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ สิ่งที่น่าเบื่อ ให้เป็นสิ่งที่ดึงดูด และน่าสนใจที่เข้าไปเรียนรู้

5.5 สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและปลอดภัยแก่ผู้เรียน เพราะบรรยากาศที่เป็นมิตร จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้สึกอิสระ ปลอดภัย ไม่ถูกคุกคามหรือบีบบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้อยากเรียนด้วยตนเอง

ขั้นที่ 2   :   การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (PBL)

ครู/ผู้สอนดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามขั้นตอน PBL 3 ระยะ 7 ขั้นตอน ดังนี้

ระยะที่ 1 : เปิดโจทย์ปัญหา ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 – 5 ของ PBL ดังนี้

Step 1 :  Clarifying terms and concepts ผู้เรียนทั้งกลุ่มร่วมกันอ่านโจทย์หรือสถานการณ์ทำความเข้าใจกับศัพท์และแนวคิดให้มีความเข้าใจที่ตรงกัน โดยในขั้นตอนนี้ ได้เพิ่มกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เข้าใจโจทย์หรือสถานการณ์ปัญหาเสมือนหนึ่งเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ให้มากที่สุดด้วยวิธีการให้นักศึกษาร่วมกันแสดงบทบาทสมมุติ (Role Play) ตามโจทย์ปัญหาที่กำหนดขึ้น ซึ่งวิธีการดังกล่าว นอกจากจะทำให้ผู้เรียนได้รู้สึกมีอารมณ์ร่วมตามบทบาทที่แสดงแล้ว ยังทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานเบิกบานจากการแสดงหรือกิจกรรมการเคลื่อนไหว ไม่เครียด ส่งผลให้ผู้เรียนไม่ถูกกดดัน และเปิดใจใฝ่รู้ใฝ่เรียนต่อเนื่อง

Step 2 :  Identify the problem ผู้เรียนระบุปัญหาของโจทย์หรือสถานการณ์

Step 3 :  Analyze the problem เรียนวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาความเชื่อมโยงของปัญหา โดยขั้นตอนนี้ สามารถใช้เทคนิค Mind map เป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนได้เชื่อมโยงของปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ Mind map จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการจัดระเบียบความคิดทั้งแบบคิดกว้างและคิดลึก             ช่วยให้ผู้เรียนเห็นภาพรวมของความสัมพันธ์ของสถานการณ์/โจทย์จากกระดาษแผ่นเดียว ทำให้เข้าใจได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการจับประเด็นสำคัญ สรุปสาระสำคัญนำมาสื่อสารให้ผู้อื่นสามารถจับต้อง เข้าใจและต่อยอดความรู้ได้ เป็นต้น

Step 4 :  Formulate hypotheses ผู้เรียนตั้งสมมติฐานที่เป็นสาเหตุของปัญหาและจัดลำดับความสำคัญ

Step 5 :  Formulating learning objective ผู้เรียนตั้งวัตถุประสงค์การเรียนรู้เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหา

ระยะที่ 2 : ศึกษาหาความรู้ เป็นขั้นตอนที่ 6 ของ PBL คือ

Step 6 :  Collect additional information outside the group ผู้เรียนรวบรวมข้อมูลนอกกลุ่มโดยต่างคนต่างแยกย้ายกันหาความรู้จากแหล่งวิทยาการต่างๆ ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้ โดยในขั้นตอนนี้ แม้จะเป็นการให้นักศึกษาได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง แต่ครู/ผู้สอนควรมีบทบาท                  ที่สำคัญ คือ การกำกับและติดตามเพื่อให้นักศึกษาดำเนินการค้นคว้าอย่างเหมาะสม มีทิศทางการ    หาคำตอบที่ถูกต้อง ตรงประเด็น จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและน่าเชื่อถือ โดยผู้สอนและผู้เรียนกำหนดข้อตกลงร่วมกันในการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ หลากหลาย และเป็นปัจจุบัน

ระยะที่ 3: ปิดโจทย์ปัญหาเป็นขั้นตอนที่ 7 ของ PBL คือ

Step 7 : Synthesize and test the newly acquired and identify information generalization and  principles derived from studying  this problem กลุ่มกลับมาพบกันใหม่สังเคราะห์ข้อมูล              ที่ได้มา เพื่อพิสูจน์สมมติฐานและสรุปเป็นหลักการสำหรับการนำไปใช้ต่อไปในอนาคต

ขั้นที่ 3   :   ประเมินผล ประกอบด้วย

1. ปัจจัยที่จำเป็นต้องพิจารณาประเมิน เพื่อการปรับปรุง/พัฒนากระบวนการเรียนรู้ และควรพิจารณาประเมินให้ครอบคลุม 360 องศา โดยปัจจัยที่จำเป็นต้องพิจารณาประเมิน ประกอบด้วย

1.1 ด้านผู้เรียน อันจะนำไปสู่การบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ ดังนี้

1.1.1 การประเมินผลระหว่างการเรียนการสอนเพื่อนำข้อมูลวางแผนพัฒนาผู้เรียนตามกระบวนการ PBL อย่างต่อเนื่อง (formative evaluation)

1.1.2 การประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ (summative evaluation) ตามที่กำหนด เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแบบ PBL ได้แก่ 1) ความรู้ จัดให้มีการประเมินเป็นรายบุคคลโดยการสอบภาคทฤษฎี 2) ความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการทำงานเป็นทีม และ 5) ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

1.2 ด้านครู/ผู้สอน จะมุ่งเน้นการประเมินประสิทธิภาพและคุณภาพของครู/ผู้สอนในบทบาทที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

1.3 ด้านคู่มือการเรียนการสอนแบบ PBL

1.4 โจทย์ปัญหา/สถานการณ์ (Triggers)

2. วิธีการวัดและประเมินผล โดยทีมผู้ร่วมสอนต้องร่วมกำหนดวิธีการวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับรูปแบบ/กระบวนการเรียนรู้แบบ PBL ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะวิธีเชิงคุณภาพ : การสะท้อนคิด (Reflection) จากการมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้แบบ PBL ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในวิธีการที่ควรนำมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะรูปแบบการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน หรือการเขียนการเรียนรู้ ภายใต้คำถามกระตุ้นหรือนำสู่กระบวนการสะท้อนคิด ทั้งนี้ วิธีการประเมินผลแบบการสะท้อนคิดนั้น จะช่วยให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงคุณภาพที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุง/พัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบ PBL และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน ผ่านการถ่ายทอดจากตัวผู้เรียนรายบุคคลสู่การรับรู้ของบุคคลอื่น ซึ่งการสะท้อนคิด ทั้งรูปแบบการเขียนและการพูด จะเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นให้นักศึกษา/อาจารย์/ผู้สอนได้ทบทวนและตระหนักรู้ในความรู้สึก ความคิดของตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการตระหนักรู้ดังกล่าว จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งในความเป็นไปของเหตุการณ์ ความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การพัฒนา/ปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนแบบ PBL ให้มีคุณภาพต่อไป

ชุมชนนักปฏิบัติการจัดการความรู้ PBL

ผู้ถอดบทเรียน

9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

รายงานการประชุมการจัดการความรู้ เรื่อง การจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิด วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒ ๒๕๖๒ เวลา ๑๓.๓๐-๑๕.๐๐ น. ณ ห้องประชุมอังศนา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์

Blogged under การจัดการความรู้ วพบ.อต. by admin on วันอังคาร 27 สิงหาคม 2019 at 2:51 pm

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์

รายงานการประชุมการจัดการความรู้  เรื่อง การจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิด

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒ ๒๕๖๒  เวลา ๑๓.๓๐-๑๕.๐๐ น.

ณ ห้องประชุมอังศนา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี  อุตรดิตถ์

……………………………………………………………..

รายชื่อผู้เข้าประชุม

๑.   นางสาวดุจเดือน               เขียวเหลือง            พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ

๒.   นายไพทูรย์                       มาผิว                  พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ

๓.   นางสาวสุดารัตน์               ไชยประสิทธิ์           พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ

๔.   นางมณฑา                      อุดมเลิศ               พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ

๕.   นางสาวปฐพร                  แสงเขียว              พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ

๖.   นางสาววิไลวรรณ              บุญเรือง               พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ

๗.   นางปภาดา                     ชมภูนิตย์              พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ

๘.   นายอิทธิพล                      แก้วฟอง               พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ

๙.   นางสาวสุกัญญา               ม่วงเลี้ยง               พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ

๑๐. นายกันตวิชญ์                    จูเปรมปรี              พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ

๑๑. นางสาวสิริกานดา              สุขเกษม               พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

๑๒. นางสาววิรินทร                 พิมไลย                 พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

๑๓. นางสาวจิราพร                  วิศิษฎ์โกศล            พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ เลขานุการ

๑๔. นางพัชรินทร์                   วงษ์สว่าง              พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ ผู้ช่วยเลขานุการ

รายชื่อผู้ไม่เข้าร่วมประชุม

๑.   นายนภดล                     เลือดนักรบ       พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ (ไปราชการ)

๒.   นางสาวดวงดาว                 เทพทองคำ       พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ  (ไปราชการ)

๓.   นางสาวดารณี                  ขันใส             พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ

๔.   นายอรรถพล                     ยิ้มยรรยง        พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ (นิเทศ)

๕.   นางสาวจิระภา                 สุมาลี             พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ (นิเทศ)

จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน  ๑๔  คน คิดเป็นร้อยละ  ๗๐

เปิดประชุมเวลา ๑๓.๓๐ น.

ประธานที่ประชุม นางสาวดุจเดือน เขียวเหลือง รองผู้อำนวยการ  กลุ่มงานวิชาการ

วาระที่ ๑ เรื่องแจ้งจากประธาน

จากการจัดองค์ความรู้การจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิดครั้งที่ ๑ ได้มีการนำแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิดไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยแบ่งเป็น ๓ ระยะ ดังนี้

ระยะที่ ๑ นำแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิดไปประยุกต์ใช้ในการเขียน Reflective journal writing ในรายวิชาภาคทฤษฎี

ระยะที่ ๒ นำแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิดไปประยุกต์ใช้ในการเขียน Reflective journal writing ในรายวิชาภาคปฏิบัติ

ระยะที่ ๓ นำแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิดไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบทั้งภาคทฤษฎีและภาคทดลองและรายวิชาภาคปฏิบัติ

และได้นำการเรียนรู้แบบสะท้อนคิด (Reflective thinking) ตามแนวคิดของ อ.ดร.ดุจเดือน  เขียวเหลือง จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ ประกอบด้วย ๗ ขั้นตอน ได้แก่

๑) อธิบายสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น

๒) อธิบายความรู้สึกต่อสถานการณ์

๓) บอกแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อที่สนับสนุนการกระทำ

๔) เปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย

๕) จัดลำดับความคิดและสรุปแนวคิดรวบยอด

๖) นำข้อสรุปไปปฏิบัติ

๗) สะท้อนคิดการเรียนรู้/ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม

ซึ่งจากการนำมาใช้ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบทั้งภาคทฤษฎีและภาคทดลองและรายวิชาภาคปฏิบัติและได้เกิดผลอย่างไรในการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิดในครั้งนั้น

และจากการจัดองค์ความรู้การจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิด ครั้งที่๑ ทำให้ได้หาแนวทางร่วมกันที่จะนำไปใช้ในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒ นั้นจึงจำเป็นต้องมีการเตรียมและพัฒนาคุณลักษณะ ๓ ประการคือ

๑.      ต้องมีการเตรียมและพัฒนาคุณลักษณะครู How to be reflective teacher

๒.      ต้องมีการเตรียมและพัฒนาคุณลักษณะนักศึกษา How to be reflective learner

๓.  สร้างสิ่งแวดล้อม จัดสภาพบริบทให้ส่งเสริมการเรียนรู้จากการสะท้อนคิด

คุณสมบัติผู้สอน คุณสมบัติผู้เรียน การจัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้
1. เปิดใจกว้าง ไม่มีอคติ

2. ตั้งคำถามชวนคิด

3. ฟังอย่างตั้งใจ

4. คิดเป็น concept

5. ยืดหยุ่น

6. จริงใจ ตรงไปตรงมา

7. ให้กำลังใจ

8. Feed back เร็ว

1. ช่างสังเกต ไวต่อบริบท

2. เข้าใจตนเอง ซื่อสัตย์กับความรู้สึก

3. กล้าหาญในการบอกความเชื่อของตน

4. ฟังอย่างตั้งใจ เปิดใจกว้าง

5. คิดเป็นระบบ (ยากมาก)

6. ใช้ความเป็นเหตุผล เรียนรู้

7. ประเมินตนเองได้

1. จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เอื้อต่อคุณลักษณะของผู้เรียน

2. ให้นักศึกษาได้ทำกิจกรรมที่ฝึกให้มีความ “กล้าคิด”

3. จัดสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนแบบสะท้อนคิดเช่น หนังสือ สื่อ แหล่งความรู้ภายนอก ฯลฯ

มติที่ประชุม : รับทราบ

วาระที่  ๒  เรื่องรับรองรายงานการประชุม

มติที่ประชุม -

วาระที่  ๓ เรื่องติดตามรายงานการประชุม

มติที่ประชุม -

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องเพื่อพิจารณา

จากการนำแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิดไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในรอบปีที่ผ่านมา ผลการดำเนินการการจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างไร มีปัญหาอุปสรรค หรือข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อสังเกตอะไรบ้าง เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขการจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษาต่อไป

อาจารย์ไพทูรย์ มาผิว : ผู้สอนควรทำจัดให้ผู้เรียนได้เจอกับสถานการณ์วิกฤต อาจจะเป็นการสร้างสถานการณ์จริงหรือบทบาทสมมุติ เพื่อกระตุ้นอารมณ์หรือความรู้สึกของผู้เรียน ส่วนการเป็นครูที่จะต้องตอบสนองให้นักศึกษาได้ชวนคิดนั้นควรจะมีคำถามในสต๊อกไว้ การที่จะมาสร้างคำถามในทันทีทันใดมักจะให้ผู้ที่ฟังอย่างตั้งใจแล้วได้ฟังไปช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ตอบสนองทันที ดังนั้นควรจะทำอย่างไรต่อไป คือถ้ามีคำถามไว้ในสต๊อก (stock) คำถาม  เช่น เกิดอะไรขึ้น เป็นอย่างไร จะช่วยให้ได้ฉุดคิดหรือทำให้นักศึกษาได้เกิดความคิดขึ้นมาได้  ส่วนในตัวคำถามที่ว่า ทำไม คิดว่าควรใช้ได้ ขึ้นอยู่กับน้ำเสียง และท่าที ซึ่งคิดว่าน่าจะไม่เป็นไร ซึ่งจะเห็นได้ถึงการตระหนักรู้ในตนเอง สะท้อนเหตุการณ์ทุกประเด็นทำให้เกิด ความรู้สึกจากการสะท้อนคิดในรายวิชาภาคปฏิบัติ โดยนำเอากระบวนการสะท้อนคิด ๖ ขั้นตอนของ Gibb-cycle มาประยุกต์ใช้ และรวมถึงถ้านำการเรียนรู้แบบสะท้อนคิด (Reflective thinking) ตามแนวคิดของ อ.ดร.ดุจเดือน  เขียวเหลือง  ๗ ขั้นตอน มาทำเป็นรูปแบบ Model ของวิทยาลัยฯก็น่าจะเป็นจุดยืน หรือโอกาสที่ดีมาก

อาจารย์ดร. ปฐพร แสงเขียว : คุณสมบัติของผู้สอน อาจจะถูกส่งต่อในเรื่องภาพส่วนบุคคลต่อๆกันมา ในส่วนตัวจึงได้มีวิธีการโดยการปรับตัวเอง ด้วยการเปลี่ยนท่าที และการสังเกตลักษณะท่าทีของผู้เรียน  การให้กำลังใจ จากการสะท้อนคิดการฝึกภาคปฏิบัติในรายวิชาการพยาบาลสุขภาพจิต จะเห็นถึงความแตกต่างกันมาก เห็นได้ว่าในรายวิชาภาคทฤษฎี การสะท้อนคิดของนักศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นการเขียนรายงานสะท้อนคิดที่อ่าน ไม่แล้วแสดงออกถึงความสามารถในการสะท้อนคิดได้จริง แต่เมื่อนักศึกษาได้ลงรายวิชาภาคปฏิบัติ ส่วนมากจะใช้วิธีการโดยการตั้งคำถามเพื่อให้กระตุ้นให้นักศึกษาฝึกการสะท้อนคิด “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง, เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น,นักศึกษารู้สึกอย่างไร, แล้วนักศึกษาจะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร จะเห็นได้ว่านักศึกษามีการเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ในทิศทางที่ทำให้ตัวเองเปลี่ยนเช่น เมื่อให้กำลังใจนักศึกษาก็จะกล้าพูดกล้าคิดและ กล้าแสดงออก จึงมีการสะท้อนความรู้สึกได้  โดยฝึกให้นักศึกษาได้พูด ไม่ว่าจะถูกหรือผิด และจะเปิดใจกว้างรับฟังสิ่งที่นักศึกษาได้พูดและทำ  ทำให้นักศึกษาได้มีการสะท้อนและเกิดการรับรู้เรียนรู้ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงได้  ส่วนการตั้งคำถาม เป็นสิ่งที่ยากมาก ยังต้องพัฒนาต่อไป คุณสมบัติของผู้เรียนข้อ ๓ กล้าหาญในการบอกความเชื่อของตน ก็ยากมากที่จะมาบอกเรื่องความเชื่อของตนถ้าไม่มีทฤษฎีมารองรับในส่วนนี้ก็ต้องพัฒนานักศึกษาในขั้นต่อไป และในปีการศึกษานี้อาจจะนำการใช้สถานการณ์ที่วิกฤตจริง การใช้กลยุทธ์กระตุ้นการคิดวิเคราะห์การคิดด้วยภาพ Visual thinking strategic และฝึกสติเพื่อให้มีการรับรู้ดี (Mind fullness) ด้วยวิธีการเดินจงกรม (Walking the labyrinth) สะท้อนคิดให้กับผู้เรียนได้ฝึกการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบก็น่าจะเป็นประโยชน์ที่ดีกับ รายวิชาการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบด้วย และจะจัดทำเป็นคู่มือก่อนการฝึกปฏิบัติให้อาจารย์ผู้ร่วมสอนใน (ภาคปฏิบัติ) ได้ใช้คู่มือเป็นแนวทางในการฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนของกระบวนการคิด ๗ ขั้นตอน หรืออาจารย์ท่านใดที่สนใจอยากร่วมกันสอนในภาคปฏิบัติก็สามารถมาร่วมด้วยได้เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการเรียนรู้กระบวนการ Reflective learning เพิ่มมากยิ่งขึ้น ส่วนปัญหาการเรียนรู้ของนักศึกษาจะยังไม่ต่อเนื่องตาม ๗ ขั้นตอน เนื่องด้วยติดวันหยุดราชการ (วันสงกรานต์) ทำให้ในการฝึกปฏิบัติเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง ทำให้เกิดกระบวนการคิดไม่ต่อเนื่องด้วย

อาจารย์ดร.ดุจเดือน เขียวเหลือง : การสะท้อนคิดจะ เห็นได้ว่านักศึกษามีแรงตกกระทบจิตใจที่แตกต่างกันออกไป การที่จะมาใช้คำถามเดียวกันก็อาจจะใช้ไม่ได้ผลและทำให้ไม่ได้เกิดการสะท้อนคิด และการสะท้อนคิดก็จะแตกต่างกันออกไปซึ่งคุณลักษณะของนักศึกษาควรมีดังต่อไปนี้

๑. นักศึกษาควรมีลักษณะช่างสังเกต ไวต่อบริบทและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

๒. นักศึกษาควรมีเข้าใจตนเอง ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเองและต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

๓. นักศึกษาควรมีพื้นฐานความรู้ ความกล้าหาญในการบอกความเชื่อของตน

๔. นักศึกษาควรมีฟังอย่างตั้งใจ เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และใคร่ครวญตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

๕. นักศึกษาควรคิดเป็นระบบ ซึ่งเป็นข้อที่สร้างได้ค่อนข้างยาก

๖. นักศึกษาควรฝึกใช้ความเป็นเหตุผล เรียนรู้ให้เป็นเหตุเป็นผล

๗. นักศึกษาควรประเมินตนเองให้ได้โดยการฝึกคิดในการเปรียบเทียบจากประสบการณ์หรือเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา กับเหตุการณ์ปัจจุบันว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง นักศึกษาได้รับประสบการณ์ใหม่ในประเด็นใดบ้างทั้งด้านความรู้ ความคิด และความเชื่อ

และควรมีแบบวัดหรือประเมินคุณสมบัติผู้เรียน วัดคุณสมบัติทั้ง ๗ ข้อใน ๑ แบบประเมิน เพื่อที่จะได้พัฒนาเป็น Model หรือเตรียมทั้งผู้เรียนและเตรียมทั้งผู้สอน

ควรมีกลยุทธ์ดังต่อไปนี้

ดังนั้นถ้าได้ในขั้นตอนต่อไป จะนำไปทำการวิจัยในโอกาสต่อไปเพื่อพัฒนาและเป็นรูปแบบ (Model) ของวิทยาลัยฯ เพื่อใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนต่อไปได้

อาจารย์มณฑา อุดมเลิศ : จากการนำแนวคิดการสะท้อนคิดไปประยุกต์ใช้ในรายวิชาฝึกปฏิบัติ พบว่านักศึกษาเขียนรายงานการสะท้อนคิดมาในรูปแบบเดียวกัน เหมือนปฏิบัติตามกันมา จึงทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้จากการสะท้อนคิดที่แท้จริง ดังนั้นผู้สอนควรจะจัดการโดยการกระตุ้นให้เห็นสถานการณ์ตัวอย่างจริง เช่นกรณีรับน้องใหม่ หรือจัดให้มี OSCEE  ในเด็กที่จะเปิดการศึกษาใหม่นี้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน  ส่วนตัวในการฝึกภาควิชาปฏิบัติให้ดู VDO ก่อนขึ้นฝึกจริง และมีการตั้งคำถามแต่ละหัวข้อๆและให้สรุปการสะท้อนคิดนั้นมาตามหัวข้อคำถามที่ให้ไป

อาจารย์สุดารัตน์ ไชยประสิทธิ์ : จากการนำแนวคิดการสะท้อนคิดมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ ปัญหาอุปสรรคที่พบคือ การฟังอย่างตั้งใจ โดยมีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามามีอิทธิพลทำให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้จากการสะท้อนคิดที่ไม่จริงหรือการสะท้อนคิดเชิงวิชาการไปมากกว่า สะท้อนได้จริงและความแตกต่างระหว่างผู้สอนและพื้นฐานของนักศึกษาแต่ละคนถ้าปิดกั้นก็จะไม่ทำให้เกิดการสะท้อนคิดได้เลย

อาจารย์สุกัญญา ม่วงเลี้ยง: จากการนำแนวคิดการสะท้อนคิดไปใช้ในช่วงการตั้งคำถาม เพื่อให้ได้การสะท้อนคิดออกมาแต่ในเรื่องบริบทหรือสถานที่ไม่เอื้ออำนวยเช่น มีเสียงรบกวน หรือญาติ คนไข้ รวมกันอยู่จำนวนมาก ก็จะทำให้นักศึกษาเกิดการสะท้อนออกมาได้ไม่จริงตามการสะท้อนคิด

อาจารย์กันตวิชญ์    จูเปรมปรี: จากการนำแนวคิดการสะท้อนคิดไปใช้การสะท้อนคิดในรายวิชากระบวนการคิดนั้นจำนวนนักศึกษาในกลุ่มมีจำนวนมาก ทำให้บริบทที่ทำให้เกิดการสะท้อนคิดเป็นไปได้ไม่ค่อยจริง

อาจารย์พัชรินทร์ วงษ์สว่าง: จากการนำแนวคิดการสะท้อนคิดไปใช้การสะท้อนคิดในรายวิชาสารสนเทศทางการพยาบาล การสอน และการให้การปรึกษาทางสุขภาพ ของอาจารย์ จิระภา สุมาลี  นั้น โดยผู้สอนได้บทบาทเป็นผู้ตั้งคำถาม และมอบหมายกรณีศึกษาและให้นักศึกษาจับคู่ แสดง บทบาทการเป็นผู้ให้คำปรึกษา และผู้รับบริการ ผู้สอนเป็นผู้สังเกตการณ์ จากนั้นจะทำให้นักศึกษาได้สะท้อนมุมมองและ ช่วยให้นักศึกษาได้สำรวจตนเอง ของนักศึกษา ทั้ง ๒ ฝ่าย และทำให้ได้ทราบข้อดีและข้อเสนอแนะจากการสะท้อนคิดนั้นได้จริง แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่องเวลา

มติที่ประชุม: รับทราบ และนำไปเป็นแนวทางการ

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องหารือที่ประชุม

มติที่ประชุม: -

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่นๆ

มติที่ประชุม: -

ปิดประชุม เวลา  ๑๕.๐๐ น.

ลงชื่อ…………………………………ผู้ช่วยบันทึกการประชุม

(นางพัชรินทร์  วงษ์สว่าง)

ลงชื่อ…………………………………ผู้ตรวจรายงานการประชุม

(นางสาวดุจเดือน เขียวเหลือง)

ประธานที่ประชุม

การจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิด(REFLECTIVE THINKING)

Blogged under การจัดการความรู้ วพบ.อต. by admin on วันพุธ 13 กุมภาพันธ์ 2019 at 2:50 pm

รายงานการประชุมการจัดการความรู้ เรื่อง การจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิด

Blogged under การจัดการความรู้ วพบ.อต. by admin on วันพุธ 13 กุมภาพันธ์ 2019 at 2:45 pm

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์

รายงานการประชุมการจัดการความรู้  เรื่อง การจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิด

วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒  เวลา ๑๓.๓๐-๑๕.๐๐ น.

ณ ห้องประชุมท่าเหนือ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี  อุตรดิตถ์

……………………………………………………………..

รายชื่อผู้เข้าประชุม

๑.   นางสาวดุจเดือน               เขียวเหลือง            พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ

๒.   นายไพทูรย์                       มาผิว                  พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ

๓.   นางสาวสุดารัตน์               ไชยประสิทธิ์           พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ

๔.   นางมณฑา                      อุดมเลิศ               พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ

๕.   นางสาวปฐพร                  แสงเขียว              พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ

๖.   นางสาวดวงดาว                 เทพทองคำ           พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ

๗.   นางสาวดารณี                  ขันใส                  พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ

๘.   นายอิทธิพล                      แก้วฟอง               พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ

๙.   นางสาวสุกัญญา               ม่วงเลี้ยง               พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ

๑๐. นายกันตวิชญ์                    จูเปรมปรี              พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ

๑๑. นายอรรถพล                     ยิ้มยรรยง            พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ

๑๒. นางสาวจิราพร                  วิศิษฎ์โกศล            พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ เลขานุการ

๑๓. นางพัชรินทร์                   วงษ์สว่าง              พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ ผู้ช่วยเลขานุการ

รายชื่อผู้ไม่เข้าร่วมประชุม

๑. นายนภดล                       เลือดนักรบ       พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ (ไปราชการ)

๒. นางปภาดา                       ชมภูนิตย์         พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ (นิเทศ)

๓. นางสาววิไลวรรณ                บุญเรือง          พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ (นิเทศ)

๔. นางสาวจิระภา                  สุมาลี             พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ (นิเทศ)

๕. นางสาวสิริกานดา               สุขเกษม          พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ (ไปราชการ)

๖. นางสาววิรินทร                  พิมไลย            พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ (ไปราชการ)

จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน  ๑๓  คน คิดเป็นร้อยละ ๖๘.๔๒

เปิดประชุมเวลา ๑๓.๓๐ น.

ประธานที่ประชุม นางสาวดุจเดือน เขียวเหลือง รองผู้อำนวยการ  กลุ่มงานวิชาการ

วาระที่ ๑ เรื่องแจ้งจากประธาน

การเรียนการสอนแบบสะท้อนคิด (Reflective thinking) คือ การใช้กระบวนการ ในการคิด และพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างพินิจพิเคราะห์ ละเอียดรอบคอบ มีเหตุมีผล ใช้ประสบการณ์ ความคิด ความเชื่อหรือองค์ความรู้ที่ยึดถือกันอยู่ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่าง ถ่องแท้ หรือทำให้เกิดข้อสรุปใหม่ที่จะใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา ในสถานการณ์อื่นๆ อย่างเหมาะสม ซึ่งจากการประชุมการจัดการความรู้การจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิด ครั้งที่ ๒ ได้เกิดแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิด ตามแนวคิดของ                 อ.ดร.ดุจเดือน  เขียวเหลือง จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ ประกอบด้วย ๗ ขั้นตอน ได้แก่

๑) อธิบายสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น

๒) อธิบายความรู้สึกต่อสถานการณ์

๓) บอกแนวคิด/หลักการ/ความเชื่อที่สนับสนุนการกระทำ

๔) เปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย

๕) จัดลำดับความคิดและสรุปแนวคิดรวบยอด

๖) นำข้อสรุปไปปฏิบัติ

๗) สะท้อนคิดการเรียนรู้/ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม

ซึ่งภายหลังการประชุมการจัดการความรู้ ได้มีการนำแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิดไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยแบ่งเป็น ๓ ระยะ ดังนี้

ระยะที่ ๑ นำแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิดไปประยุกต์ใช้ในการเขียน Reflective journal writing ในรายวิชาภาคทฤษฎี

ระยะที่ ๒ นำแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิดไปประยุกต์ใช้ในการเขียน Reflective journal writing ในรายวิชาภาคปฏิบัติ

ระยะที่ ๓ นำแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิดไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบทั้งภาคทฤษฎีและภาคทดลองและรายวิชาภาคปฏิบัติ

มติที่ประชุม : รับทราบ

วาระที่  ๒  เรื่องรับรองรายงานการประชุม

มติที่ประชุม -

วาระที่  ๓ เรื่องติดตามรายงานการประชุม

มติที่ประชุม -

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องเพื่อพิจารณา

จากการนำแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิดไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในรอบปีที่ผ่านมา ผลการดำเนินการการจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างไร มีปัญหาอุปสรรค หรือข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อสังเกตอะไรบ้าง เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขการจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษาต่อไป

อาจารย์ดร. ปฐพร แสงเขียว : การจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิด เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่มีความสำคัญและจำเป็นกับทุกสาขาวิชาชีพ เนื่องจากการสะท้อนคิดเป็นการมองตัวเอง ผู้เรียนสามารถมองเห็นข้อบกพร่องของตนเอง และสามารถบอกแนวทางการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องนั้นๆได้  จากการนำแนวคิดการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิดไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาคทฤษฎี ปีการศึกษา ๒๕๖๐ พบว่า นักศึกษายังเขียนไม่สะท้อนถึงวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ยังสะท้อนได้ไม่ลึกซึ้ง และการเขียนของนักศึกษาไม่สามารถสะท้อนความคิดความรู้สึกที่แท้จริงของตนได้ และในปีการศึกษาเดียวกัน  ได้นำมาประยุกต์ใช้ในรายวิชาภาคปฏิบัติ โดยนำแนวปฏิบัติ ๗ ขั้นตอนมาใช้ พบว่า วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิด เป็นวิธีการช่วยให้นักศึกษาสะท้อนคิดได้มากกว่าสามารถประเมินนักศึกษาได้ชัดเจนกว่าในรายวิชาภาคทฤษฎี โดยการให้นักศึกษาสะท้อนคิดโดยการประเมินตนเองหลังการทำกิจกรรมทุกครั้ง เพื่อเป็นการประเมินว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น นักศึกษารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ และนักศึกษาได้ข้อคิดอะไรจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งผู้สอนต้องปรับวิธีการโดยการตั้งคำถามเพื่อให้กระตุ้นให้นักศึกษาฝึกการสะท้อนคิด “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง, เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น,นักศึกษารู้สึกอย่างไร, แล้วนักศึกษาจะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร เมื่อนักศึกษาถูกถาม จะมีการสะท้อนความรู้สึกได้ แต่จากการประเมินนักศึกษายังขาดการอ้างอิงหลักการแนวคิดและทฤษฎีของกระบวนการคิด  และอาจเนื่องด้วยข้อจำกัดของระยะเวลา นักศึกษายังคิดแบบไม่ไตร่ตรอง หรือบางคำถามยังไม่กระตุ้นเพื่อให้เกิด Reflective จริงๆ ผู้สอนได้สะท้อนให้นักศึกษาทราบว่าการเขียนรายงานสะท้อนคิดที่อ่านในรายวิชาภาคทฤษฎี ไม่แสดงออกถึงความสามารถในการสะท้อนคิดได้จริง ส่วนนักศึกษาได้สะท้อนให้ผู้สอนทราบว่า ชอบการตั้งคำถามที่ใช้ในการเรียนภาคปฏิบัติมากว่า โดยที่นักศึกษาสามารถ ตอบข้อคำถาม  ด้วยความสบายใจและพึงพอใจมากว่า

การนำการเรียนการสอนแบบสะท้อนคิด ๗ ขั้นตอน มาประยุกต์ใช้  เห็นว่าขั้นตอนที่ ๔ หากไม่ได้เรียนเป็นกลุ่มนักศึกษาอาจจะทำได้ไม่ดีนัก เนื่องจากนักศึกษาคิดคนเดียว  มีทางเลือกเฉพาะที่ตนเองคิดเท่านั้น ปัญหาที่พบเพิ่มเติม ด้านนักศึกษาการสะท้อนคิดรายกลุ่มบางครั้งนักศึกษาไม่ได้มีการฟังอย่างตั้งใจ จึงไม่เกิดการเรียนรู้จากการสะท้อนคิด กรณีการสะท้อนคิดรายบุคคล จะไม่เกิดการสะท้อนคิด เพราะนักศึกษาอาจจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างเต็มที่ ไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ดังนั้นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่จะส่งเสริมการเรียนรู้จากการสะท้อนคิดคือ ปัจจัยด้านนักศึกษา ซึ่งคุณลักษณะของนักศึกษาควรมีตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ ๑ นักศึกษาควรมีลักษณะช่างสังเกต ไวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไวต่อสิ่งแวดล้อมและบริบทที่เปลี่ยนแปลง

ขั้นตอนที่ ๒ นักศึกษาควรมีความตระหนักรู้ และสามารถอธิบายความรู้สึกของตนเองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

ขั้นตอนที่ ๓ นักศึกษาควรมีพื้นฐานความรู้ และมีความเชื่อ และกล้าที่จะบอกถึงประสบการณ์ของตนเอง

ขั้นตอนที่ ๔ นักศึกษาควรมีการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีสมาธิ ฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ และใคร่ครวญตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขั้นตอนที่ ๕ นักศึกษาควรคิดเป็น Concept ซึ่งเป็นข้อที่สร้างได้ค่อนข้างยาก

ขั้นตอนที่ ๖ นักศึกษาควรฝึกคิดให้เป็นเหตุเป็นผล

ขั้นตอนที่  ๗ นักศึกษาควรฝึกคิดในการเปรียบเทียบจากประสบการณ์หรือเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา กับเหตุการณ์ปัจจุบันว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง นักศึกษาได้รับประสบการณ์ใหม่ในประเด็นใดบ้างทั้งด้านความรู้ ความคิด และความเชื่อ

ประเด็นสำคัญคือ ผู้สอนควรจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตของนักศึกษา โดยการส่งเสริมให้นักศึกษามีการฟังอย่างตั้งใจ  และการฟังโดยไม่มีอคติ

อาจารย์ดร.ดุจเดือน  เขียวเหลือง : จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า การสะท้อนคิดจะให้ความสำคัญกับ Feeling คือ ความรู้สึก การเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะทำให้นักศึกษาเปิดใจรับฟังคนอื่นและเข้าใจในบริบทของผู้อื่นมากขึ้น ในขั้นตอนที่ ๔ ในส่วนของการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนควรเปิดประเด็นเพื่อเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาได้เปิดใจ ไม่มีอคติในการรับฟัง ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ ๑ ซึ่งเป็นชนเผ่าที่พูดไม่ค่อยชัด เวลาที่มีการนำเสนอหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในกลุ่ม นักศึกษาจะไม่มีความมั่นใจ เนื่องจากสมาชิกในกลุ่มจะสนใจแต่การพูดไม่ชัดของเพื่อน ไม่ได้มีการรับฟังอย่างตั้งใจ มีอคติในการรับฟัง จึงทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง ขั้นตอนที่ ๕ เป็นขั้นตอนที่นักศึกษาต้องการคำแนะนำจากผู้สอนเป็นอย่างมาก

อาจารย์ดวงดาว เทพทองคำ: การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เป็นการฟังที่ไม่มีอะไรมาปิดกั้น จะมีความคิดหรือความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นมา ซึ่งความคิดนั้นอาจจะถูกหรือผิดก็ได้  ซึ่งในระหว่างนี้ความรู้สึกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดควรละเว้นการสอดแทรกเนื้อหาด้านวิชาการเข้ามาเกี่ยวข้อง

อาจารย์อิทธิพล แก้วฟอง  : การสะท้อนคิดนักศึกษาจะปฏิบัติตามๆกันมาเป็นรูปแบบเดียวกัน นักศึกษาจะไม่กล้าที่จะคิด ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง  หรือนักศึกษาบางคนคิดไม่เป็นเพราะนักศึกษามีความเชื่อว่าตามบริบทของสังคมที่มักจะถูกตำหนิ ติเตียน หากใครที่มีความคิดที่แตกต่างจากผู้อื่นจะเป็นคนที่ไม่เหมือนคนอื่น อาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนในกลุ่ม และอาจารย์ผู้สอน ดังนั้นจึงเห็นด้วยกับการที่ผู้สอนควรเปิดใจยอมรับฟัง (open minded) เพื่อให้นักศึกษาลดความกลัว ความวิตกกังวล มีความเป็นกันเอง กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นมากขึ้น จะเห็นได้จากการฝึกปฏิบัติรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลครอบครัวและชุมชน โดยการส่งเสริมให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ โดยการให้ความสำคัญกับขั้นตอนการเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย และการกระตุ้นให้นักศึกษาสะท้อนคิดโดยการตั้งคำถาม เพื่อให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง สิ่งสำคัญ คือ ผู้สอนควรเปิดใจยอมรับฟัง (open minded) และมองนักศึกษาโดยปราศจากอคติ ไม่มองว่านักศึกษาคิดไม่เป็น แต่ให้มองอย่างเข้าใจในกรณีที่นักศึกษามีความคิดเห็นที่แตกต่าง และทำความเข้าใจว่าการเรียนรู้ได้ดีต้องมีพื้นฐานและประสบการณ์มาก่อน

อาจารย์สุดารัตน์  ไชยประสิทธิ์  : จากการนำแนวคิดการสะท้อนคิดมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ ปัญหาอุปสรรคที่พบคือ นักศึกษาไม่ยังติดกรอบความคิดเดิมๆ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในกรณีที่คิดแตกต่างจากเพื่อนในกลุ่มและอาจารย์ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับปัจจัยทั้งด้านผู้สอนและปัจจัยด้านนักศึกษา นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จากการสะท้อนคิด คือ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมหรือบริบทของสังคม ที่ส่งเสริมหรือไปขัดขวางการเรียนรู้จากการสะท้อนคิดของนักศึกษา สิ่งสำคัญคือ ผู้สอนควรเข้าใจในความแตกต่างของผู้สอนและพื้นฐานของนักศึกษาแต่ละคน

อาจารย์ไพทูรย์ มาผิว : ผู้สอนควรทำความเข้าใจในกระบวนการสะท้อนคิด ๖ ขั้นตอนของ Gibb-cycle ซึ่งจะบรรยายต่อเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น  ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สิ่งที่เห็นเป็นอย่างไร บอกความรู้สึกอะไร สร้างคำถามให้นักศึกษาชวนคิด จะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งจะเห็นได้ถึงการตระหนักรู้ในตนเอง สะท้อนเหตุการณ์ทุกประเด็นทำให้เกิด ความรู้สึกและการสะท้อนคิดในรายวิชาภาคปฏิบัติ ซึ่งจากประสบการณ์ในการนำแนวคิดการสะท้อนคิดไปประยุกต์ใช้ จะนำแนวคิดนี้ไปใช้กับกรณีศึกษาที่มีเหตุการณ์สะกิดใจหรือสะเทือนความรู้สึก ผู้สอนจะหยิบยกประเด็นขึ้นมาและตั้งคำถามเพื่อชวนให้นักศึกษาแสดงความรู้สึก และสะท้อนคิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วกระตุ้นให้นักศึกษาวิเคราะห์โดยการตั้งคำถามและตั้งประเด็นหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับนักศึกษาหรือครอบครัวของนักศึกษาเอง นักศึกษาจะปฏิบัติอย่างไร และจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง

อาจารย์มณฑา  อุดมเลิศ : จากการนำแนวคิดการสะท้อนคิดไปประยุกต์ใช้ในรายวิชาฝึกปฏิบัติ พบว่านักศึกษาเขียนรายงานการสะท้อนคิดมาในรูปแบบเดียวกัน เหมือนปฏิบัติตามกันมา จึงทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้จากการสะท้อนคิดที่แท้จริง จึงมีการปรับเปลี่ยนให้นักศึกษาเขียนรายงานการสะท้อนคิดส่งทุกสัปดาห์ โดยให้นำประเด็นที่เกิดขึ้นกับกรณีศึกษามาเปิดประเด็นให้นักศึกษาวิเคราะห์ ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น นักศึกษามีความรู้สึกอย่างไร และนักศึกษาจะทำอย่างไรต่อไป โดยเน้นประเด็นด้านความรู้สึก ความเชื่อ และมีการอ้างอิงจากทฤษฎี

สรุปขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิด

สรุปแนวทางที่นำไปใช้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562

๑.      ต้องมีการเตรียมและพัฒนาคุณลักษณะครู How to be reflective teacher

๒.      ต้องมีการเตรียมและพัฒนาคุณลักษณะนักศึกษา How to be reflective learner

๓.  สร้างสิ่งแวดล้อม จัดสภาพบริบทให้ส่งเสริมการเรียนรู้จากการสะท้อนคิด

คุณสมบัติผู้สอน คุณสมบัติผู้เรียน การจัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้
1. เปิดใจกว้าง ไม่มีอคติ

2. ตั้งคำถามชวนคิด

3. ฟังอย่างตั้งใจ

4. คิดเป็น concept

5. ยืดหยุ่น

6. จริงใจ ตรงไปตรงมา

7. ให้กำลังใจ

8. Feed back เร็ว

1. ช่างสังเกต ไวต่อบริบท

2. เข้าใจตนเอง ซื่อสัตย์กับความรู้สึก

3. กล้าหาญในการบอกความเชื่อของตน

4. ฟังอย่างตั้งใจ เปิดใจกว้าง

5. คิดเป็นระบบ (ยากมาก)

6. ใช้ความเป็นเหตุผล เรียนรู้

7. ประเมินตนเองได้

1. จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เอื้อต่อคุณลักษณะของผู้เรียน

2. ให้นักศึกษาได้ทำกิจกรรมที่ฝึกให้มีความ “กล้าคิด”

3. จัดสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนแบบสะท้อนคิดเช่น หนังสือ สื่อ แหล่งความรู้ภายนอก ฯลฯ

มติที่ประชุม: รับทราบ และนำไปเป็นแนวทางการ

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องหารือที่ประชุม

มติที่ประชุม: -

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่นๆ

มติที่ประชุม: -

ปิดประชุม เวลา  ๑๕.๐๐ น.

ลงชื่อ…………………………………ผู้บันทึกการประชุม

(นางสาวจิราพร     วิศิษฎ์โกศล)

ลงชื่อ…………………………………ผู้ช่วยบันทึกการประชุม

(นางพัชรินทร์  วงษ์สว่าง)

ลงชื่อ…………………………………ผู้ตรวจรายงานการประชุม

(นางสาวดุจเดือน เขียวเหลือง)

ประธานที่ประชุม

รายงานการประชุม การจัดการความรู้เรื่อง การเขียนบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๑

Blogged under การจัดการความรู้ วพบ.อต. by admin on วันอังคาร 12 กุมภาพันธ์ 2019 at 3:43 pm

รายงานการประชุม

การจัดการความรู้เรื่อง การเขียนบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่

ครั้งที่ ๑/๒๕๖๑

วันพุธที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๒  ณ ห้องประชุมอังศนา ชั้น ๓ อาคาร ๑๐๐ ปี การสาธารณสุขไทย

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์

รายชื่อผู้เข้าประชุม

๑.  นางอนัญญา คูอาริยะกุล                 รองผู้อำนวยการกลุ่มงานวิชาการ

๒.  นางประภาพร มโนรัตน์                  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

๓.  นางสาววราภรณ์ ยศทวี                  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

๔.  นางสาวอัญชรี เข็มเพชร                 พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

๕.  นายบุญฤทธิ์ ประสิทธิ์นราพันธุ์                   พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

๖.  นางวาสนา ครุฑเมือง                    พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

๗.  นางสาวสิตานันท์ ศรีใจวงศ์              พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

๘. นางสาวอลิษา ทรัพย์สังข์                 พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

๙. นางดาราวรรณ บุญสนธิ                  พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

๑๐. นางจิราพร ศรีพลากิจ                   พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

๑๑. นายนพรัตน์ สวนปาน                   พยาบาลวิชาชีพ

๑๒. นางสาวณัฎฐ์ฌาฑ์ สร้อยเพ็ชร           พยาบาลวิชาชีพ

๑๓. นายอดุลย์ วุฒิจูรีพันธุ์                   เลขานุการ

รายชื่อผู้ไม่เข้าร่วมประชุม

๑.  นางวิมล อ่อนเส็ง                         พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ (ไปราชการ)

ร้อยละของจำนวนผู้เข้าประชุม ๙๒.๘๕

ประธานที่ประชุม นางอนัญญา คูอาริยะกุล

เปิดประชุมเวลา ๑๓.๐๐ น.

ระเบียบวาระที่ ๑   เรื่องแจ้งเพื่อทราบ

ประธานแจ้งเรื่องสืบเนื่องจากระบบการประกันคุณภาพการศึกษาตามเกณฑ์ สกอ.กำหนดให้วิทยาลัยพยาบาลในสังกัดพระบรมราชชนกดำเนินการเรื่องการจัดการความรู้ โดยในปีการศึกษา ๒๕๖๑ คณะกรรมการบริหารวิทยาลัยบรมราชชนนีอุตรดิตถ์ กำหนดประเด็นจัดการความรู้ที่ครอบคลุมการจัดการเรียนการสอนและการวิจัย โดยให้อาจารย์แต่ละคนเลือกประเด็นการจัดการความรู้ตามความสนใจ  การจัดการความรู้เรื่อง “การเขียนบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่” ถือว่าเป็นประเด็นหนึ่ง

ประธานทบทวนความรู้เกี่ยวกับการจัดการความรู้ เพื่อใช้ในการดำเนินงานพัฒนานักศึกษา กลุ่มงานกิจการนักศึกษา ใช้กระบวนการจัดการความรู้ ๗ ขั้นตอน มาประกอบใช้การจัดทำ KM ดังนี้

๑.การบ่งชี้ความรู้ เป็นการพิจารณาว่ากลุ่มงาน มีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องใช้ความรู้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้างอยู่ในรูปแบบใดและอยู่ที่ใคร โดยคณะกรรมการบริหารวิทยาลัยฯได้กำหนดประเด็นบ่งชี้ความรู้ที่องค์กรจำเป็นต้องมีและวิเคราะห์รูปแบบและแหล่งความรู้ที่มีอยู่ โดยความรู้ที่จำเป็นขององค์กรเป็นเรื่องการเขียนบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่

๒.การสร้างและแสวงหาความรู้ เป็นการรวบรวม/สกัดความรู้ ทั้งความรู้ชัดแจ้ง (Explicit  Knowledge) จากเอกสาร หรือความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ที่อยู่ในตัวบุคคลจากภายในและ/หรือภายนอก โดยอาศัยเครื่องมือ/วิธีการต่างๆ ในการสร้างและแสวงหาความรู้ที่เหมาะสม เช่น การรวบรวมกฎระเบียบ คู่มือ มาตรฐานการปฏิบัติงาน การถอดความรู้จากตัวบุคคล เช่น การประชุมระดมสมอง การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การถอดบทเรียนหลังการปฏิบัติงาน เป็นต้น โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากร เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒

๓.การจัดความรู้ให้เป็นระบบ เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้ อย่างเป็นระบบในอนาคต โดยมอบหมายให้อาจารย์อดุลย์ วุฒิจูรีพันธุ์ ผู้รับผิดชอบงานจัดการความรู้ดำเนินการแบ่งชนิดและประเภทของความรู้ เพื่อจัดทำระบบให้ง่ายและสะดวกต่อการค้นหาและใช้งาน     เรื่อง การเขียนบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่(ทบทวน) เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในกำหนดแนวทางการเขียนบทความวิชาการต่อไป

๔.การประมวลและกลั่นกรองความรู้ เป็นการปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐานปรับปรุง เนื้อหาให้สมบูรณ์ จากการประชุมพิจารณาร่วมกัน หรือตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญในองค์ความรู้นั้น และจัดทำรูปแบบและ “ภาษา” ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งองค์กร รวมทั้งเรียบเรียงปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย และตรงกับความต้องการ

๕.การเข้าถึงความรู้ เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๒

๖.การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ มีเครื่องมือหลากหลาย ประเภทถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำไปใช้ในการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และกรกฎาคม ๒๕๖๒

๗.การเรียนรู้ ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เป็นการนำความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์ในการทำงานเพื่อแก้ปัญหา ปรับปรุง หรือพัฒนางาน เพื่อให้ดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อปฏิบัติตามแล้วมีปัญหาตรงไหน มีจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ผู้ปฏิบัติก็แจ้งข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) เพื่อให้กลุ่มงานนำไปพิจารณา ปรับปรุงงาน เกิดระบบการเรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ นำความรู้ไปใช้ เกิดการเรียนรู้มีประสบการณ์ใหม่ๆ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒

มติที่ประชุม รับทราบ

ระเบียบวาระที่ ๒  รับรองรายงานการประชุม

-

ระเบียบวาระที่ ๓  เรื่องสืบเนื่อง

-

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องหารือที่ประชุม

การกำหนดแนวปฏิบัติ “การเขียนบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่”  มีประเด็นดังนี้

๔.๑ ขั้นตอนการเตรียม

สิตานันท์ เสนอประเด็น “การเขียนแนวปฏิบัติการเขียนบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่ ในขั้นตอนแรกการเลือกเรื่องหรือประเด็นไม่ต้องระบุรายละเอียดเช่น ความสนใจ ความเชี่ยวชาญ และความทันสมัย ซึ่งจะเขียนในคำอธิบายประกอบการใช้แนวปฏิบัติไว้แล้ว”

มติที่ประชุม ดังนี้

๔.๑.๑ การเลือกเรื่องหรือประเด็น ควรตรงกับความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความสนใจของผู้เขียน มีความทันสมัย อยู่ในขอบข่ายที่สามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้ง่าย เพื่อให้สามารถสอดแทรกความคิดเห็นของผู้เขียนได้อย่างเหมาะสม และควรมีการทบทวนเรื่องหรือประเด็นที่จะเขียนจากแหล่งเผยแพร่ต่างๆว่ามีการเสนอในแง่มุมใดบ้าง  มีแง่มุมใดที่ยังไม่มีการกล่าวถึง ซึ่งผู้เขียนจะสามารถหยิบยกมากล่าวถึงเพื่อชี้นำว่ามีความสำคัญและน่าสนใจ

๔.๑.๒ การกำหนดวัตถุประสงค์การเขียนบทความวิชาการ ควรตอบคำถามตามหลัก W ๑ H ในการกำหนดทิศทางของการเขียนและรูปแบบการนำเสนอ ประกอบด้วย Who   “จะเขียนให้ใครอ่าน” เพื่อทราบกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้วิเคราะห์ความต้องการ คุณค่าหรือประโยชน์  ที่ผู้อ่านจะได้รับ  What “จะเขียนเรื่องอะไร”  Where “จะเขียนเพื่อเผยแพร่ที่ไหน” เพื่อคัดเลือกวารสารที่จะเผยแพร่พร้อมทั้งทบทวนแนวทางการเขียน  ศึกษาแนวทางและเทคนิคการเขียนให้สอดคล้องกับรูปแบบวารสารนั้นๆ When “เวลาที่จะนำบทความลงเผยแพร่เมื่อใด” เพื่อพิจารณาช่วงเวลาที่นำเสนอที่ช่วยดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน Why “จะนำเสนอเรื่องนี้ไปทำไม”เพื่อทบทวนวัตถุประสงค์ของผู้เขียนต้องการให้เกิดอะไร How “จะนำเสนอเรื่องนี้อย่างไร” (ซึ่งมีรายละเอียดในขั้นตอนการเขียนโครงเรื่อง) โดยแต่ละคำตอบจะมีความเชื่อมโยง สอดคล้องและต่อเนื่องกันเพื่อผู้เขียนจะไม่ได้หลงประเด็น

๔.๑.๓ การเขียนโครงเรื่องของบทความวิชาการ ควรจัดลำดับความคิดให้เป็นหมวดหมู่ หรือเป็นขั้นตอนตามลำดับความสำคัญ และมีความสัมพันธ์ของเนื้อหา เพื่อให้มีขอบเขตของเรื่อง ที่ชัดเจน ครบถ้วนและไม่ซ้ำซ้อนกัน ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้

๑) ค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล เป็นการรวบรวมเนื้อหาทั้งที่เป็นความรู้  ข้อเท็จจริง และประสบการณ์ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเขียนจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่หลากหลาย เช่น หนังสือ  บทความ  วารสาร ข้อมูลการสัมภาษณ์  การสังเกต เป็นต้น หลังจากนั้นใช้วิธีการบันทึกข้อมูลแบบสรุปความ หรือสังเคราะห์

๒) จัดหมวดหมู่ประเด็น เป็นการวิเคราะห์แนวคิดหรือประเด็นที่จะเขียนบทความวิชาการให้กระจ่าง โดยการแยกแยะประเด็นในแง่มุมต่างๆตามแนวคิดเดียวกันหรือใกล้เคียงกันให้อยู่พวกเดียวกัน หรือกำหนดขอบเขตเป็นหัวข้อหลัก หัวข้อย่อย โดยอาจเขียนในรูปแบบผังมโนทัศน์ (concept  mapping)

๓) จัดลำดับความคิดให้เป็นระบบตามวิธีการต่างๆ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจตามลำดับ เช่นจากประเด็นที่กว้างๆหรือทั่วไปสู่เรื่องประเด็นเฉพาะ  จากเรื่องเฉพาะไปสู่เรื่องกว้างๆ   ตามความสำคัญของเนื้อหาลดหลั่นลงมา  ตามเหตุการณ์หรือระยะเวลาตามลำดับการเกิดก่อน-หลัง  ตามการตั้งประเด็นคำถาม แล้วตอบคำถาม ขยายความ ยกตัวอย่าง ทีละประเด็น  ทั้งนี้ขึ้นวิธีการลำดับเนื้อหาขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การเขียนและขอบเขตเนื้อหา

๔.๒ ขั้นตอนการลงมือเขียนบทความ

อ.อลิษา เสนอประเด็น “ปัญหาที่พบจากการเขียนบทความในรอบปีที่ผ่านมา ยังคุ้นชินกับการรายงาน ทำให้ไม่มีความสอดคล้องของเนื้อหาของผู้เขียน”

อ.จิราพร เสนอประเด็น “ปัญหาคล้ายคลึงกันคือเขียนแล้ว เมื่อให้คนอื่นมาอ่านพบว่าภาษาที่ใช้ไม่ต่อเนื่อง”

มติที่ประชุม ดังนี้

ควรประกอบด้วย ๓ ส่วนคือ ส่วนนำ เนื้อหา และส่วนท้าย โดยในแต่ละส่วนของบทความควรมีความสอดคล้อง ต่อเนื่องกันในการเขียน (อาจให้ผู้รู้หรืออาจารย์ท่านอื่นช่วยอ่านเพื่อดูความเข้าใจและความต่อเนื่องในการเขียน)

๔.๓ ขั้นตอนการตีพิมพ์

อ.ณัฎฐ์ฌาฑ์ เสนอประเด็น “ตอนนี้อยู่ระหว่างการ edit บทความวิชาการของ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพฯ ปัญหาที่พบในช่วงแรกคือขั้นตอนการส่งบทความทาง Journals Online (ThaiJo)”

อ.อดุลย์ เสนอประเด็นเพิ่มเติมเช่นกันว่า “ยังขาดความเข้าใจขั้นตอนการรับ-ส่งบทความตีพิมพ์ ทาง Journals Online (ThaiJo)”

มติที่ประชุม ดังนี้

๔.๓.๑ ศึกษาเงื่อนไขของแหล่งตีพิมพ์ เผยแพร่ ได้แก่ ความยาวของเนื้อหา  อักษรที่พิมพ์  รูปแบบอ้างอิง   ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์   ระยะเวลาของกระบวนการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ จากวารสาร หรือเว็บไซต์ของวารสาร เช่น APA หรือ Vancouver เป็นต้น

๔.๓.๒  ขั้นตอนการส่งตีพิมพ์/เผยแพร่ ส่งผ่านฐานข้อมูล Journals Online (ThaiJo) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลวารสารอิเล็กทรอนิกส์กลางของประเทศไทย

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องอื่นๆ

-

ปิดการประชุมเวลา ๑๕.๐๐ น.

นัดประชุมครั้งต่อไป :  -

ลงชื่อ  ………………………………………………..

(นายอดุลย์  วุฒิจูรีพันธุ์)

บันทึกรายงานการประชุม

ลงชื่อ   ……………………………………………………

(นางอนัญญา  คูอาริยะกุล)                              ตรวจรายงานการประชุม

หน้าต่อไป
Proudly powered by Wordpress 3.0.1 - Theme Triplets Id Band 2.0, the boyish style by neuro